เรื่องย่อ รักใสใสของนายข้างบ้าน (My Flower Boy Next Door) ตอนที่ 2

ระหว่างรอผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง เอ็นริเก้นำกล้องวิดีโอมาบันทึกภาพพนักงานฝึกหัดหญิงคนหนึ่ง จึงถูกเจ้าหน้าที่ประจำด่านดุเพราะมีกฏห้ามถ่ายภาพในรอบๆดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้ว เมื่อเห็นเอ็นริเก้ถือพาสปอร์ตต่างชาติเจ้าหน้าที่คนดังกล่าวข้างต้นก็บ่นว่าคนสมัยนี้ชอบถือสองสัญชาติเพื่อให้หลบเลี่ยงการเป็นทหาร จากนั้นก็ถามเอ็นริเก้ว่า "นี่เราน่ะพูดภาษาเกาหลีได้ไหม"  

เอ็นริเก้ถามเจ้าหน้าที่ประจำด่านว่า ที่เขาไม่ใช้ภาษาทางการกับตนเพราะมองว่าตนเป็นเด็กใช่ไหม เจ้าหน้าที่คนดังที่กล่าวถึงแล้วได้ยินดังนั้นก็ถึงกับผงะหงาย เอ็นริเก้จึงถามกึ่งโม้ว่าตนช่างสังเกตใช่ไหม  และบอกว่าการที่เจ้าหน้าที่พูดแบบนั้นทำให้เขารู้สึกสนิทสนมเหมือนเป็นเพื่อให้นกัน จากนั้นก็สาธยายว่าเขาไปอยู่ที่สเปนตั้งแต่อายุ 9 ขวบและมีคนบอกว่าเขาเป็นเด็กอัจฉริยะ ถึงจะไม่ได้อยู่เกาหลีแต่พ่อของเขาไม่ยอมให้พูดภาษาสเปนที่บ้าน เขาจึงพูดภาษาเกาหลีได้อย่างคล่องแคล่ว เจ้าหน้าที่คนดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นได้ฟังดังนั้นก็หันมาใช้ภาษาสุภาพและเรียกเขาว่า "คุณเอ็นริเก้"

เมื่อถูกถามว่ามาเกาหลีทำไม เอ็นริเก้ก็ทำท่าแผลงศรแล้วบอกว่ามายิงศรรัก เอ็นริเก้หันไปเห็นป้ายชื่อของพนักงานหญิงระบุคำว่า  "ฝึกหัด" และ "Trainee" เลยเข้าใจว่าคุณชื่อ "ฝึกหัด" เป็นพนักงาน "Trainee"  จึงถ่ายวิดีโอเอาไว้เพราะคิดว่าเป็นชื่อที่แปลกดี มิหนำซ้ำ เอ็นริเก้ที่เพิ่งจะโม้ว่าตนเองเป็นอัจฉริยะยังเรียกคุณว่า "พี่ฝึกหัด" อีกต่างหาก 

เมื่อมาถึงอาคารผู้โดยสารขาเข้า เอ็นริเก้ก็ได้รับการต้อนรับเยี่ยงซุป'ตาร์ เพราะมีบรรดาแฟนคลับและนักข่าวมารอรับเพียบ เมื่อถูกถามว่าเขาตอบรับข้อเสนอของ "พิกซาร์"  (พิกซาร์ แอนนิเมชั่น สตูดิโอส์ ในเครือดีสนีย์) หรือยัง  และจะออกจาก "โซล่า สตูดิโอ" ไหม เขายังไม่ทันได้ตอบคำถามก็มีเสียงคนพูดว่าเราจะสัมภาษณ์เรื่องนี้กันทีหลัง ระหว่างที่โดนนักข่าวห้อมล้อมอยู่นั้น เอ็นริเก้ก็หันไปเห็นสาวน้อยยูน โซยอง เดินสะพายกีตาร์เผ่านาหา

ตัดไปที่สองชายหนุ่มนักเขียนเว็บตูน  "โอ จินรัก" และ "โอ ดงฮุน" ซึ่งถูกเปิดตัวด้วยลุคนายแบบสุดเท่ ทั้งๆ ที่ความจริงแล้วทั้งคู่กำลังไปฟังผลว่าเว็บตูนเรื่อง "ซอมบี้ ซอกเกอร์" ของพวกเขาจะผ่านการพิจารณาหรือเปล่า เมื่อบ.ก.สาวที่โหมงานหนักจนตาดำคล้ำเป็นหมีแพนด้าบอกว่างานของพวกเขาไม่ผ่านการพิจารณา เพราะดัดแปลง (ลอก) เนื้อเรื่องมาจากวิดีโอเกมของเอ็นริเก้ ดงฮุนก็แย้งว่าเว็บตูนกับเกมแตกต่างกันสักหน่อย แถมเอ็นริเก้ยังอยู่ที่สเปนอีกต่างหาก  บ.ก.สาวจึงบอกว่าเอ็นริเก้พึ่งเดินทางมาถึงกรุงโซล

ดงฮุนไม่ยอมแพ้จึงคิดที่จะนำภาพประกอบที่พวกตนพึ่งจะวาดมาอวดบ.ก. ระหว่างที่กำลังเลือกรูปอยู่นั้นเขาก็พบภาพวาดหญิงสาว (ทงมี) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับงานเลยสักนิด จินรักเห็นแล้วปิ๊งไอเดียจึงนำเสนอโปรเจ็คใหม่ โดยบอกว่าเขากำลังจะเขียนเว็บตูนแนวเมโลดราม่าเกี่ยวกับหญิงสาวที่ขังตัวเองอยู่ภายในอพาร์ทเมนท์โดยมีเหล่าบรรดาชายหนุ่มหล่อเป็นเพื่อให้นบ้าน และตั้งชื่อเรื่องว่า "อิวจิ๊บ โกมินัม  (Flower Boy Next Door)” ปรากฏว่าพล็อตเรื่องดังกล่าวข้างต้นโดนใจบ.ก.สาวอย่างแรง

เรื่องย่อ ฟ้าส่งผมมาเป็นหมอ (Good Doctor) ตอนที่ 3

ส่วนทางด้าน "ยู แชคยอง" (หัวหน้าคณะผู้ตัดสินคิดแผนและพัฒนาองค์กร / คู่หมั้นของโดฮัน)  ก็นำแผนงานมาเสนอ "ลี ยอวอน"  (ผู้ตัดสินผู้ให้การใหญ่โรงพยาบาลฯ และแม่ของแชคยอง)  หลังอ่านเอกสารแล้วยอวอนก็ตำหนิแชคยองที่มุ่งเน้นในเรื่องการคิดแผนปรับโครงสร้างองค์กรเพียงอย่างเดียว แชคยองแย้งว่าแต่ละแผนกในโรงพยาบาลมีการผลัดเวรบ่อยเกินไป ทำให้มีเจ้าหน้าที่มากเกินความจำเป็น และนี่ก็เสมือนโรคเรื้อรังของโรงพยาบาล ยอวอนแย้งกลับว่าที่นี่ไม่ใช่โรงงานแต่เป็นโรงพยาบาลมหาวิทยาลัย การปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่แต่ละคนล้วนมีผลต่อชีวิตคนไข้ แชคยองสวนกลับว่า แม้การใส่ใจชีวิตคนไข้จะเป็นเรื่องดี แต่ถ้าไม่ปรับปรุงในเรื่องนี้ก็ส่งผลกระทบต่อความอยู่รอดของโรงพยาบาล ยอวอนไม่อนุมัติแผนงานและส่งเอกสารคืนให้แชคยอง  แต่แชคยองการันตีว่าจะทำตามแผนเดิม

ปัจจุบัน หมอชเว ซึ่งครั้งหนึ่งเคยประจำอยู่ที่โรงพยาบาลเล็กๆ ในต่างจังหวัดและเป็นผู้ช่วยชีวิตชีอนตอนอุโมงค์ถ้ำถล่ม ได้กลายมาเป็นผู้อวยการโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยซองวอนแล้ว (นับแต่นี้จะเรียกหมอชเวว่า "ผู้อวยการชเว) เขาครุ่นนึกถึงเรื่องราวสมัยเด็กๆ ของชีอน ที่สนใจด้านการแพทย์มาก และมักมานั่งดูตนรักษาคนไข้อยู่เสมอ มิหนำซ้ำยังแอบอ่านตำราแพทย์ทั้งหมดของตนอีกด้วย

ในที่สุด ชีอนก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทาง หลังลงจากรถไฟแล้วเขาก็แวะดูการ์ตูนสามมิติที่สถานีรถไฟตามประสาเด็ก (สภาพจิตใจเหมือนเด็ก 10 ขวบ)  แต่แล้วอยู่ๆ ก็เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เมื่อเด็กชาย "ฮยอนอู" (หนูน้อยที่มอบไข่ต้มให้ชีอนบนรถไฟ) ถูกป้ายโฆษณา (กรอบกระจก) ขนาดใหญ่ที่สถานีรถไฟร่วงลงมาทับจนหมดสติแน่นิ่ง โชคดีที่มีหมอคนหนึ่งอยู่ในเหตุการณ์ หลังตรวจบาดแผลที่ลำคอของหนูน้อยแล้วหมอคนดังที่กล่าวถึงมาแล้วก็อธิบายให้แม่เด็กฟังว่า โชคดีที่เศษกระจกไม่ได้ตัดหลอดเลือดสมองคาโรติด (หลอดเลือดแดงใหญ่ขนาดประมาณนิ้วก้อย ทำหน้าที่ส่งเลือดจากหัวใจผ่านคอด้านหน้าไปสู่สมอง) แต่บาดเข้ารอบๆหลอดเลือดดำใหญ่ที่ลำคอ

หมอคนดังที่กล่าวมาข้างต้นรีบนำผ้าเช็ดหน้ามาปิดบาดแผลที่ลำคอฮยอนอูพลางกล่าวว่า หากห้ามเลือดได้สำเร็จหนูน้อยก็จะปลอดภัย ชีอน (ซึ่งยังคงสวมแว่นตาสามมิติ) เห็นหมอกดแผลเพื่อให้ห้ามเลือดที่ลำคอเด็ก จึงเดินมาห้ามไม่กดแรงจนเกินไปเพราะจะส่งผลต่อฟุตบาทหายใจเด็ก (การรักษาเด็กและผู้ใหญ่มีความแตกต่างกัน) เขาสันนิษฐานว่าเด็กอาจได้รับบาดเจ็บที่ปอดและตับด้วยเช่นกัน หลังตรวจดูชีพจรแล้วพบว่าเป็นปกติ เขาก็ปลดกระดุมเสื้อฮยอนอูเพื่อให้ดูว่าบาดเจ็บตรงไหนบ้าง ปรากฏว่ามีแผลฉกรรจ์ที่ช่องท้อง (มีเศษกระจกชิ้นใหญ่ปักคาอยู่) เขาก้มฟังเสียงลมหายใจเพื่อให้เช็คว่าฮยอนอูหายใจเป็นปกติหรือเปล่า หลังจากนั้นก็เช็คซ้ำเพื่อให้ความมั่นใจโดยใช้นิ้วดัดคางฮยอนอูให้เงยหน้าขึ้น ก่อนบีบจมูกแล้วทำการเป่าปากเพื่อให้ตรวจเช็คการทำงานของSystemทางเท้าหายใจ ปรากฏว่ายอดอกของฮยอนอูยกตัวขึ้นซึ่งหมายความว่าSystemหายใจยังทำงานเป็นปกติ

เรื่องย่อ ลิขิตรักเจ้าหญิงมูยอง (The Blade and Petal) ตอนที่ 3

ขณะที่บรรยากาศในท้องพระโรงกำลังตึงเครียด แทคยองก็เผ่านาทูลพระเจ้ายองรยูว่า ขบวนเกี้ยวขององค์หญิงและองค์ชายถูกทหารของราชวงศ์ถังซุ่มโจมตีระหว่างเดินทางกลับจากเมืองชอลบอน (อดีตเมืองหลวงของโกกูรยอ)  โดซูถือโอกาสทูลว่า ตนและแม่ทัพยอน เกโซมุนพูดเอาไว้ไม่ผิด ในเมื่อราชวงศ์ถังหยามโกกูรยอถึงเพียงนี้แล้วจะสร้างความปรองดองกันได้อย่างไร พระเจ้ายองรยูตรัสว่า หลังสอบปากคำทหารที่ถูกจับได้ก็จะรู้ว่าราชวงศ์ถังทำเช่นนี้เพื่อให้อะไร

ปรากฏว่าเหตุการณ์ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเป็นการจัดฉากของข้างยอน เกโซมุน  พอรู้ว่าคนที่พวกตนส่งไปสร้างสภาพการณ์ถูกทหารองครักษ์จับตัวได้ เหล่าขุนนางข้างยอน เกโซมุนต่างกลัวว่าแผนการจะถูกเปิดโปงแต่ยอน เกโซมุนกลับยังคงนิ่งเฉยและบอกให้เหล่าขุนนางไปหาอะไรใส่ท้องให้สบายใจ

อีกด้านหนึ่ง "ยอนชุง" บุตรชายนอกสมรสของยอน เกโซมุน ก็กำลังเดินฝ่าสายฝนโดยสวนกับขบวนเสด็จขององค์หญิงและองค์ชาย ภารกิจของยอนชุงคือการลอบฆ่าคนร้ายที่ถูกทหารองครักษ์จับได้ และเขาก็ยิงธนูฝ่าสายฝน ฝูงชน และลูกกรง ให้พุ่งเข้าไปปักกลางหลังคนร้ายได้อย่างแม่นยำ  

จางเห็นดังนั้นก็ออกไล่ล่ายอนชุงทันที องค์หญิงมูยองเห็นยอนชุงซุ่มอยู่บนหลังคาจึงชักดาบแล้วออกติดตามยอนชุงท่ามกลางสายฝน แม้จะถูกทหารและจางล้อมจับแต่ยอนชุงก็สามารถฝ่าออกมาได้ แต่สุดท้ายพระเอกของเราก็ปีนกำแพงมาจ๊ะเอ๋องค์หญิงมูยอนซะงั้น  องค์หญิงยื่นดาบไปที่ยอนชุงเชิงข่มขู่ซึ่งยอนชุงก็ยอมจำนนแต่โดยดี  พอเห็นจางพุ่งเข้าหา ยอนชุงก็รีบปัดดาบองค์หญิง เขาไม่คิดรังแกองค์หญิงและจางก็แค่ต้องการเปิดทางหลบหนี  หลังกระแทกจางจนล้มลงแล้ว ยอนชุงก็รีบคว้ากระเป๋าหนังที่บรรจุธนูหวังหลบหนี องค์หญิงเห็นดังนั้นจึงดึงกระเป๋าไว้จนเกิดการยื้อยุด ทำให้ยอนชุงพลาดท่าถูกจางฟันเข้าที่ต้นแขน พอหลบหนีออกมาได้แล้วเขาก็ได้ยินจางพูดว่า "องค์หญิง!" 

จางมาตามหามือฆ่าที่โรงเตี๊ยม (ขณะนั้นยอนชุงกำลังโชว์ปิดตายิงธนูอยู่ทางด้านใน) โดยมองหาคนที่ได้รับบาดเจ็บรอบๆต้นแขน  พอเห็นยอนชุง (ซึ่งมีผ้าปิดตาและไม่มีร่องรอยบาดแผล) เขาก็จ้องมองอย่างจับผิดก่อนเดินเลี่ยงออกไปยืนคุมเชิงอยู่ห่างๆ  ทันใดนั้น แขนเสื้อของยอนชุงก็ชุ่มไปด้วยเลือด หลังหยั่งเชิงกันได้สักพัก ทั้งจางและยอนชุงต่างชักดาบออกมาช้าๆ แต่แล้วอยู่ๆ ก็มีผู้หญิงคนหนึ่งมาดึงตัวยอนชุงออกไป  ("ชีอู" และ "บูชิ" ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่ม "กึมฮวาดัน" ก็อยู่ในโรงเตี๊ยมและได้เห็นความสามารถยิงธนูขั้นเทพของยอนชุงเช่นกัน)  

หลังจางไปจากโรงเตี๊ยมแล้ว ยอนชุงก็นึกถึงจุดเริ่มที่ทำให้ตัวเขาต้องแปลงเป็นมือฆ่า… วันหนึ่ง หลังจบการแสดงปิดตายิงธนู อยู่ๆ ก็มีชายกลุ่มหนึ่งมาจ้างวานให้เขาทำงานให้ (ความสามารถยิงธนูขั้นเทพของเขาเป็นที่โจษจันไปทั่วเมืองพยองยาง และใครๆ ต่างก็รู้ว่าเขาเดินสายแสดงการปิดตายิงธนู เพื่อให้ตามหาใครบางคน) ตอนแรกยอนชุงปฏิเสธ แต่พอรู้ว่าผู้จ้างวานเป็นคนที่มีตำแหน่งใหญ่โตในบ้านเมืองต่อให้เขาอยากเข้าพบเพียงใดก็ไม่มีทางได้พบง่ายๆ ยอนชุงจึงถามว่าหากตนรับงานนี้แล้วจะได้เข้าพบผู้จ้างวานไหม

เรื่องย่อ สะดุดรักนักเปียโน (Nae Il’s Cantabile) ตอนที่ 7

ยูจินนอนหลับตาบนโซฟาภายในห้องที่สะอาดสะอ้านและสุดแสนเป็นกฎระเบียบ เขาพยายามสะกดจิตตัวเองตามคำแนะนำในซีดี (หรือไฟล์เสียง) โดยทำให้ตนเองเชื่อว่าหอมหัวใหญ่คือแอปเปิ้ลแสนอร่อยแต่สุดท้ายก็ทำไม่สำเร็จ ขณะออกมาสูดอากาศที่ริมระเบียงยูจินได้กลิ่นเหม็นเน่าโชยมาจากระเบียงห้องด้านข้าง (ห้องเนอิล) จึงชะโงกหน้าเข้าไปดู พอคิดว่าบนระเบียงเต็มไปด้วยถุงขยะที่มีแมลงวันตอมหึ่งยูจินก็ถึงกับช็อค เมื่อคิดว่าที่พื้นระเบียงมีน้ำสีเหลืองๆ เจิ่งนองและมีแมลงสาบจำนวนหนึ่งคลานไปมา ยูจินก็หมดความอดทนและตรงไปที่ห้องของเนอิลทันที

พอเห็นเนอิลนำเสื้อเชิ้ตของตนมาคลุมหัวยูจินก็ยิ่งรู้สึกโกรธ  (เนอิลอ้างว่าคุณยังไม่ได้ซักเสื้อผ้าเลยแอบเอาเสื้อเขามาใส่แค่แป๊บนึง) ยูจินไม่ต้องการให้ห้องของเนอิลแปลงเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงสาบ เพราะกลัวว่าแมลงสาบจะอพยพหรือมาวิ่งเล่นที่ห้องของตน  เขาจึงลงทุนเก็บกวาดขยะและทำความสะอาดห้องของเนอิล แต่เนื่องจากว่าห้องรกมากจึงหาอุปกรณ์ทำความสะอาดไม่เจอ ยูจินเลยต้องขนเครื่องดูดฝุ่นและอุปกรณ์ทำความสะอาดที่ห้องของตนมาจัดการแทน พอเห็นยูจินนำตุ๊กตาเน่าๆ ของตนไปใส่ถุงขยะ เนอิลก็เข้าไปยื้อแย่งและห้ามไม่ให้นำไปทิ้ง นอกจากนี้ ยูจินยังพบคราบอาหารที่แห้งและเน่าคาหม้อ รวมทั้งขนมปังขึ้นราซึ่งเนอิลบอกว่าคุณซื้อมาจากร้านของ "คิม ทักกู" (คิม ทักกู เป็นชื่อพระเอกในละครเรื่อง "King of Baking, Kim Tak Goo" ที่ออกอากาศในเกาหลีเมื่อปี 2010 และ "จูวอน" พระเอกของเราก็ร่วมแสดงในเรื่องนี้ด้วย)  เนอิลโวยวายลั่นเมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้เน่าๆ ของคุณถูกยูจินเก็บไปทิ้งในถุงขยะนับ 10 ถุง ยูจินชักเริ่มรำคาญจึงแบกเนอิลออกจากห้องแล้วทิ้งคุณไว้ทางด้านนอก จากนั้นก็เผ่านาเก็บกวาดตามลำพังจนห้องที่รกรุงรังกลับมาสะอาดและน่าอยู่อีกรอบ (เขายังช่วยซักเสื้อผ้าให้คุณด้วย)

ยูจินถึงกับหมดแรง ขณะที่เนอิลนั่งเล่นเปียโนอย่างแฮปปี้ คุณความคิดว่ามีเสียงเปียโนไพเราะขึ้นจึงสงสัยว่าอาจเป็นเพราะยูจินอยู่กับคุณที่นี่ ยูจินแย้งว่าเสียงเปียโนก้องขึ้นเพราะไม่มีกองขยะอยู่รอบๆ ต่างหาก เขาถามว่าท่อนที่คุณเล่นเมื่อสักครู่คือเพลงอะไร เนอิลกล่าวว่าเป็นเพลงโหมโรงของความรักระหว่างคุณกับยูจิน (จริงๆ แล้วเป็นเพลงที่คุณเล่นให้อาจารย์อันฟังก่อนหน้านี้) ยูจินบอกให้คุณลองเล่นอีกรอบ แต่เนอิลลืมไปแล้วว่าคุณเล่นยังไง ยูจินจึงไล่โน้ตให้ฟัง พอใช้ฟังเพลงของเนอิลแล้วยูจินก็หายเหนื่อย เขายิ้มอย่างพึงพอใจพลางคิดว่าแม้คุณจะเล่นในสไตล์ของตนเองแต่ฟังดูแล้วไม่เลวเลยทีเดียว ยิ่งฟังยูจินก็ยิ่งเคลิบเคลิ้มและเผลอขยับมือให้จังหวะ (แบบวาทยากร) โดยไม่รู้สึกตัว

เรื่องย่อ ซูสีไทเฮา หงส์เหนือบัลลังก์ (The Firmament of the Pleiades) ตอนที่ 8

ฉุนชินอ๋องเห็นด้วยกับสี่เจินแต่ไม่กล้าทูลตามตรง เขาจึงได้แต่ทูลว่าการที่ฮ่องเต้สามารถว่าราชการได้โดยลำพังนับเป็นเรื่องที่น่ายินดีแต่ควรรอให้ฮ่องเต้อภิเษกเสียก่อน (ฮ่องเต้ถึงวัยอภิเษกแล้ว – ความเห็นนี้ทำให้การขยายเวลาว่าราชการหลังม่านของไทเฮาสั้นลง จากหลายๆ ปีเป็นไม่เกิน 1-2 ปี) ไทเฮาไม่อาจคัดค้านเพราะไม่อยากถูกเหล่าขุนนางมองว่าหวงอำนาจ จึงจำใจกล่าวว่าพระองค์เห็นด้วยกับฉุนชินอ๋องและต้องใช้เวลาเตรียมการเช่นกัน เมื่อถูกไทยเฮาถามความเห็นสี่เจินจึงทูลว่าตนเห็นด้วยกับความคิดของพระองค์ จากนั้นก็ยกย่องไทเฮา (ที่ยอมคืนอำนาจให้ฮ่องเต้) ว่าเสมือนพระราชาธิราชเฉียนหลง* ที่ทรงสละราชบัลลังก์ให้พระโอรสจนโลกจดจำ ไทเฮาได้ยินดังนั้นจึงตำหนิสี่เจินเสียงแข็งที่ยกพระองค์เทียบพระราชาธิราชเฉียนหลง แต่สุดท้ายก็หัวเราะชอบใจ

* "เฉียนหลง" คือ พระราชาธิราชองค์ที่ 6 ของราชวงศ์ชิง พระนามเดิมคือ "หงลี่" หลังครองราชย์นาน 60 ปีพระองค์ได้สละราชสมบัติให้พระโอรสองค์ที่ 15  ด้วยไม่ทรงปรารถนาจะครองราชย์ยาวนานเกินกว่าพระราชาธิราชคังซีผู้เป็นพระอัยกา (ปู่)  ถึงกระนั้นอำนาจที่แท้จริงยังคงอยู่กับพระองค์ โดยดำรงตำแหน่งเป็น "ไท่ซ่างหวง" หรือพ่อหลวงของแผ่นดิน ซึ่งเป็นพระราชาธิราชสูงสุด 

เมื่ออยู่ในที่ลับตาคน ฮ่องเต้ก็ตำหนิสี่เจิน (แบบอ้อมๆ) ที่บุ่มบ่ามทูลไทเฮาให้วางมือจากการว่าราชการหลังม่าน สี่เจินยอมรับว่าตนเองก็กลัวตายแต่ถ้าไม่ทูลตอนนี้ก็คงหาโอกาสดีๆ แบบงี้ได้ยาก ถึงแม้ตนไม่สามารถทวงคืนอำนาจมาให้ฮ่องเต้ได้ในทันที แต่อย่างน้อยไทเฮาก็ทรงรับปากต่อหน้าเหล่าขุนนาง
ฮ่องเต้บอกสี่เจินว่าต่อจากนี้ห้ามวู่วามอีกเป็นอันขาด ถึงไม่มีอำนาจพระองค์ก็ยังอยู่ได้ แต่ถ้าไม่มีอาจารย์ช่วยชี้แนะพระองค์คงอยู่อย่างยากลำบาก ดังนั้นพระองค์จะอดทนรอต่อไป สี่เจินทูลว่าพระองค์รอได้แต่ประชาชนรอไม่ได้ ยามนี้บ้านเมืองทั้งล้าหลังและระส่ำระสาย แถมราษฎรยังอดอยากยากแค้น หากไม่เร่งปฎิรูปบ้านเมืองราษฎรคงพากันสิ้นหวัง  ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นจึงรับปากว่าพระองค์จะเป็นฮ่องเต้ที่ดีและจะไม่ทำให้อาจารย์ผิดหวัง

เรื่องย่อ รักครั้งใหม่หัวใจอลเวง (Someone Like You) ตอนที่ 4

หลังเกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่าสายตาของจั่นเฉิงยังไม่กลับมาเป็นปกติ จั่นเฉิงกับเวยเหลียนเลยต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหล่านักลงทุนด้วยการเชิญนักข่าวมาที่ห้างสรรพสินค้า "จวี้เฉิง" (Big City) หวังจัดฉากหลอกนักข่าวว่าสายตาของจั่นเฉิงปกติดี แม้จะเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมกันมานาน (จั่นเฉิงฝึกเดินในห้างหลังห้างปิด) แต่เวยเหลียนกลับไม่ค่อยมั่นใจและอดเป็นกังวลใจไม่ได้ เพราะถ้าเกิดเหตุผิดพลาดจนถูกนักข่าวจับได้ก็เท่ากับเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จั่นเฉิงก็ได้ยินเสียงที่ตนคุ้นเคยและโหยหามานาน เจ้าของเสียงที่ว่าก็คืออวี่ซี ซึ่งถูกเสี่ยวหลินลากตัวมาที่ห้างของจั่นเฉิงในช่วงเวลาพักกลางวัน (เสี่ยวหลินอยากให้อวี่ซีผ่อนคลายหลังทำงานจนแทบไม่มีเวลาพักมานาน จึงมอบคูปองนวดตัวของสปาสุดหรูที่ตั้งอยู่ในห้างให้คุณ) พอรู้ว่าคูปองดังกล่าวข้างต้นมีมูลค่าถึง 6 พันดอลลาร์ไต้หวัน (กว่า 6.5 พันบาท) อวี่ซีก็สวมกอดเสี่ยวหลินด้วยคุณงามความดีใจ และกล่าวว่า "ได้พบและรู้จักคุณเป็นเรื่องโชคดีที่สุดในชีวิตชั้นเลย" จั่นเฉิงได้ยินดังนั้นก็นึกถึงลั่วหานเพราะนั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของคุณ เขาจึงเดินตาม (เสียง) อวี่ซีไปที่สปาอย่างลืมตัว

อวี่ซีตื่นเต้นจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เมื่อเผ่านาใช้บริการที่ห้องส่วนตัวในสปาสุดหรู ขณะอาบน้ำคุณครวญเพลงอย่างแฮปปี้ (เป็นเพลงที่ลั่วหานร้องในรถก่อนตาย) จั่นเฉิงได้ยินดังนั้นจึงเดินตามเสียงเข้าไปในห้องและยืนฟังตรงหน้าอวี่ซี อวี่ซียิ่งร้องก็ยิ่งใส่อารมณ์ คุณร้องเพลงพลางเช็ดตัวด้วยท่าทางสุดเย้ายวนก่อนวาดลวดลายอย่างกับกำลังร้องเพลงอยู่บนเวที พอร้องเพลงจบคุณก็หลับตาแล้วหันหน้ามาทางจั่นเฉิง จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างกางผ้าเช็ดตัวออกจนล่อนจ้อน ก่อนก้มศีรษะคำนับแล้วกล่าวขอบคุณ

พอลืมตาอีกทีอวี่ซีก็ถึงกับช็อคเมื่อพบชายชายหนุ่มยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า พอตั้งสติได้คุณก็ร้องกรี๊ดและโวยลั่น ทั้งยังกล่าวหาว่าจั่นเฉิงเป็นพวกโรคจิตและนักถ้ำมอง จั่นเฉิงได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกตัวว่าคนที่ตนตามมาไม่ใช่ลั่วหานและเดินออกจากห้องไป แต่อวี่ซีไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ จึงฉุดแขนจั่นเฉิงเอาไว้ทำให้เกิดการยื้อยุดกัน จั่นเฉิงขอให้พนักงานช่วยเคลียร์เรื่องที่เกิดขึ้น จากนั้นก็ลงไปต้อนรับนักข่าวที่ชั้นล่างต่อ นึกไม่ถึงว่าอวี่ซีจะกัดไม่ปล่อย คุณตามมาโวยจั่นเฉิงที่ชั้นล่างต่อหน้านักข่าว เวยเหลียนจึงสั่งให้รปภ.รับมืออวี่ซี อวี่ซีผลักรปภ.คนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเต็มแรงจนเขาเซถลาไปชนตู้กระจกทำให้ตู้ล้มลงตรงหน้าจั่นเฉิง นักข่าวคิดว่าจั่นเฉิงไม่ยอมหลบทั้งๆ ที่ตู้กำลังจะล้มลงมาทับเขา (เฉียดไปนิดเดียว) เลยพากันถามอย่างคาดคั้นว่าเขาตาบอดใช่ไหม ทำให้จั่นเฉิงตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากและกำลังจะถูกจับได้ แต่แล้วอวี่ซีก็ทำให้สภาพการณ์ที่กำลังตึงเครียดคลี่คลายลงโดยไม่รู้สึกตัว คุณโวยลั่นว่าจั่นเฉิงแกล้งทำเป็นตาบอด แต่ความจริงเป็นนักถ้ำมองที่เพิ่งจะแอบดูคุณอาบน้ำและยังลวนลามคุณอีกด้วย จั่นเฉิงเลยรอดพ้นจากการถูกสงสัยว่าตาบอด และกลายเป็นข่าวในฐานะนักถ้ำมองโรคจิตแทน

เรื่องย่อ วีรบุรุษตระกูลหยาง (Warriors of the Yang Clan) ตอนที่ 5

หยี่เยียนกลับค่ายทหาร ซื่อหลางมอบยาและผ้าพันแผลให้หยี่เยียนใช้ในการฝึกซ้อม หยี่เยียนไม่ได้ให้ความสนใจเท่าใดนัก ตกดึก ซื่อหลางสวมชุดดำปกปิดใบหน้าเข้าไปทดสอบทหารใหม่ เหตุการณ์คราวนี้เกือบทำให้ฐานะที่แท้จริงของหยี่เยียนถูกเปิดเผยออกมา ซื่อหลางชมเชยหยี่เยียนที่พร้อมทุกสภาวะ หยี่เยียนไม่พอใจซื่อหลาง แต่นางก็ไม่สามารถไปจากค่ายทหารได้

ฉูฉู่และชีหลางพากันไปเที่ยวตลาด ทั้งสองพบว่าประชาชนต่างพากันทักทายและต้อนรับฉูฉู่เป็นอย่างดี ในที่สุดทั้งสอง ก็พบว่าเป็นความสามารถของพานเป้า ที่แท้พานเป้าแขวนภาพวาดฉูฉู่เอาไว้ จากนั้นก็มอบเงินให้ราษฎรเพื่อให้ให้เอาใจฉูฉู่ ชีหลางต้องการให้พานเป้านำภาพวาดของฉูฉู่ลงมา พานเป้ากลับปฏิเสธ ในที่สุดชีหลางและพานเป้าก็มีเรื่องชกต่อยกันขึ้นมา ชีหลางไม่ยอมแพ้ ชีหลางบอกให้ฉูฉู่กลับบ้านไปก่อน จากนั้นชีหลางก็ไปอ้อนวอนจากซันหลาง ซันหลางกำลังฝึกทหาร ชีหลางกลับขอร้อง ซันหลาง พาทหารไปสั่งสอนพานเป้า ในที่สุดก็เกิดการตะลุมบอนกันขึ้นมา เมื่อหยางเย่มาถึงก็ตำหนิลูกชายทั้งสอง จากนั้นก็ลงโทษทั้งสองต่อหน้าผู้คน

ซื่อหลางตามหาหยี่เยียน หยี่เยียนกลับติดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซื่อหลางเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็นเด็กให้หยี่เยียนฟัง ทำให้หยี่เยียนเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของซื่อหลาง ทันใดนั้นเอง พานเหยินเหม่ยมาเยี่ยมค่ายทหาร หยี่เยียนเห็นเช่นนั้นจึงรีบหาที่ซ่อนตัว หยี่เยียนเห็นซื่อหลางอาบน้ำ ทำให้จิตใจนางเต้นระทึก ซื่อหลางบอกให้หยี่เยียนช่วยอาบน้ำให้ หยี่เยียนกล้อมแกล้มรับปาก ต้าหลางผ่านมาพบเห็นเข้า ต้าหลางตำหนิซื่อหลางที่นำผู้หญิงเผ่านาในค่าย ซื่อหลางปฏิเสธเมื่อได้ยินเช่นนั้น ต้าหลาง จนปัญญากับซื่อหลาง ต่อมา ซันหลางและชีหลางก็พบว่าซื่อหลางและหยี่เยียนสนิทสนมกันเป็นพิเศษ เพียงชั่วพริบตาเดียวเรื่องของซื่อหลางและหยี่เยียนก็ดังกระฉ่อนไปทั่วค่ายทหาร

ซื่อหลางสอนกลยุทธทางการทหารให้หยี่เยียน ชีหลางบอกซันหลางว่าหยี่เยียนเป็นสายลับที่พานเป้าส่งมา ขอให้ซันหลางจับตาดูการเคลื่อนที่ของหยี่เยียนให้ดี นึกไม่ถึงซันหลางกลับถูกหยี่เยียนปั่นหัว ชีหลางใคร่ครวญถึงพฤติกรรมของหยี่เยียน ชีหลางมั่นใจว่าหยี่เยียนต้องเป็นผู้หญิงอย่างแน่ๆ ซื่อหลางก็เริ่มเคลือบแคลงสงสัยหยี่เยียนขึ้นมาแล้ว ซันหลางเล่าเรื่องที่ตนเสียรู้หยี่เยียนให้ชีหลางฟัง นึกไม่ถึงว่าหยางเย่ผ่านมาได้ยินคำสนทนาของคนทั้งสองเข้าโดยบังเอิญ

เรื่องย่อ รักทะลุมิติ (Love Weaves Through a Millennium) ตอนที่ 4

สาวใช้ของสวี่ฮองเฮาเดินเผ่านาดูลาดเลาในห้อง ก่อนสมคบคิดกับทหารยามเปิดประตูให้เหล่านักฆ่าตระกูลหวังบุกเผ่านาในตำหนัก… อีกด้านหนึ่งหวังหมั่งก็เดินหมากเกมรุกด้วยความมั่นใจว่าตนควรต้องเป็นข้างชนะ กงหมิงมองบอร์ดหมากแล้วแย้งว่าถึงอย่างไรพวกตนก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แม้แผนการในการเดินหมากของหวังหมั่งจะแหลมคมกว่าแต่ก่อน แถมการเดินหมากเมื่อครู่ยังใช้ยุทธวิธีที่โหดเหี้ยม แต่ใช่ว่าตนจะรับมือไม่ได้

เหล่านักฆ่าสวมหน้ากากบุกเข้าไปในห้องของสวี่ฮองเฮา โดยคิดแผนจัดฉากให้เหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย แต่นักฆ่ายังไม่ทันได้ลงมือ "อิ่งเยว่" ก็เผ่านาขวางและฆ่าเหล่านักฆ่าทุกคน…  หลังกงหมิงรุกฆาตและเป็นข้างชนะในที่สุด เขาก็บอกหวังหมั่งว่าเรื่องราวในโลกไม่เหมือนกับการเล่นหมากรุกและขอบคุณที่ทำให้ตนเป็นข้างชนะ หวังหมั่งถามว่าความเกี่ยวข้องของพวกตนต้องเป็นเหมือนหมากเกมนี้ที่ต่างข้างต่างต่อสู้จนล้มหายตายจากกันไปข้างหนึ่งจริงหรือ กงหมิงถามกลับว่าการลอบฆ่าสวี่ฮองเฮาและคนในตระกูลของพระองค์ (ที่ผ่านมาตระกูลสวี่มีอิทธิพลและเรืองอำนาจในราชสำนัก) เป็นทางเดียวที่จะทำให้สกุลหวังผงาดขึ้นมามีอิทธิพลงั้นหรือ และการช่วยให้จ้าวเฟยเยี่ยนได้ขึ้นเป็นฮองเฮาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหวังหมั่งและตระกูลหวังจริงหรือเปล่า

หวังหมั่งกล่าวว่าถึงยังไงสวี่เฟ่ยโฮ่วก็ต้องถูกฮ่องเต้สั่งประหารสักวัน เพราะการใช้คุณไสยมนต์ดำในวังหลวงเป็นโทษหนักที่ไม่อาจลบล้างได้โดยง่าย กงหมิงขอให้หวังหมั่งเลิกเสแสร้งและซื่อสัตย์กับตนเอง เขารู้ว่าจ้าวเฟยเยี่ยนมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และชี้ว่านักพรตเต๋าได้รับคำสั่งให้เผ่านาตีสนิทจนได้รับความไว้วางใจจากสวี่ฮองเฮา หลังจากนั้นจ้าวเฟยเยี่ยนก็แต่งเรื่องให้ร้ายและคอยยุแยงฮ่องเต้อย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างล้วนพุ่งเป้าไปที่สวี่ฮองเฮา แม้สวี่ฮองเฮาจะได้รับการยกเว้นโทษตายแต่ก็ไม่วายโดนปลดจากตำแหน่ง เมื่อกงหมิงบอกเป็นนัยว่าถ้าจ้าวเฟยเยี่ยนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีหรือที่นางจะไม่ทิ้งเบาะแสเอาไว้ หวังหมั่งก็รู้สึกตกอกตกใจเพราะไม่คิดว่ากงหมิงจะมีหลักฐาน

เรื่องย่อ MISSING 9…ปริศนาท้าให้รอด

กำกับ: ชเว พยองกิล
เขียนบท: ซน ฮวางวอน
แนวละคร: ลึกลับ, เมโลดราม่า
จำนวนตอน: 16 + 1 ตอนพิเศษ
ออกอากาศ: เกาหลี – 18 มกราคม 2560 – 9 มีนาคม 2560 ทางเอ็มบีซี
                    ไทย – ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.45 น. ทางช่อง 7 สี ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 – 18 มิถุนายน 2560
เรื่องย่อ
ในขณะที่ศิลปิน ผู้บริหาร และพนักงานของค่ายเลเจนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ รวมทั้งสิ้น 9 ชีวิต เดินทางด้วยเรือบินส่วนตัวเพื่อให้ไปร่วมแสดงในงานคอนเสิร์ตประจำปีที่ต่างประเทศพร้อมผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ๆ เรือบินได้เกิดเหตุขัดข้องและตกลงไปในสมุทร ถือว่ายังโชคดีที่ทั้ง 9 คนรอดชีวิตมาได้ แต่โชคร้ายก็คือพวกเขาต้องติดอยู่บนเกาะร้างที่อยู่ห่างไกลทำให้ต้องดิ้นรนหาทางเอาชีวิตรอด โดยหวังว่าสักวันจะมีคนมาช่วย

หลังเรือบินตก รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ตั้งคณะผู้ตัดสินพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อให้ทำการสอบปากคำในเรื่องนี้ เมื่อเวลาผ่านเลยไปทุกสิ่งยังคงเป็นปริศนาและไม่มีใครล่วงรู้ชะตากรรมของเหล่าผู้โดยสาร แต่แล้วอยู่ๆ "ลา บงฮี" ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ชายหาดของเมืองจีนในอีกสี่เดือนต่อมา คุณจึงถูกส่งตัวกลับเกาหลีใต้ในฐานะผู้รอดชีวิตและพยานเพียงคนเดียว และนั่นก็ทำให้ครอบครัวผู้สูญหายตลอดจนเหล่าแฟนคลับอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ตนรักกันแน่ แต่แล้วคณะผู้ตัดสินไต่สวนเหตุเรือบินตกกลับพบว่าบงฮีสูญเสียความทรงจำชั่วคราว พวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ให้ความทรงจำของบงฮีกลับคืนมาและปกปิดเรื่องที่บงฮีสูญเสียความทรงจำเอาไว้ 

ขณะเดียวกันครอบครัวผู้สูญหายและเหล่าแฟนคลับได้ออกมาเรียกร้องให้นำตัวบงฮีมาแถลงข่าว ทุกคนอยากฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากปากบงฮีโดยตรงเพราะเกรงว่าทางการจะบิดเบือนความเป็นจริง เมื่อไม่ได้รับการสนองตอบทุกคนจึงได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่และเกิดกระแสข่าวลืออย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานความทรงจำของบงฮีก็ค่อยๆ ฟื้นคืนมาทีละนิด (ไม่ติดประต่อกัน) ปริศนาต่างๆ จึงคลี่คลายลงอย่างช้าๆ แต่นั่นก็นำไปสู่คำถามใหม่อย่างมาก

ในที่สุดเหล่าผู้สูญหายเกือบทั้งหมดก็ทยอยเดินทางกลับเกาหลีใต้ในฐานะผู้รอดชีวิตจากเหตุเรือบินตกเช่นเดียวกับบงฮี แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ระหว่างบงฮีและเพื่อให้นร่วมชะตากรรม กับ "ชเว แทโฮ" หนึ่งในผู้รอดชีวิตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนสมรู้ร่วมคิดและการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นบนเกาะร้าง แต่เขากลับโยนความผิดทั้งหมดให้ "ซอ จุนโอ" และพยายามปิดปากคนที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยเฉพาะเป็นอย่างมากบงฮี ซ้ำร้ายหัวหน้าคณะสอบปากคำเหตุเรือบินตกยังให้ความสำคัญกับกระแสสังคมมากกว่าข้อพิสูจน์อีกด้วย

เบื้องลึกเบื้องหน้าของเรื่องราวทั้งหมดคืออะไร? เพราะเหตุใดใครบางคนจึงไม่ต้องการเปิดเผยข้อสรุปบนเกาะร้างให้สังคมได้รับรู้ มาร่วมค้นหาคำตอบได้ใน "MISSING 9…ปริศนาท้าให้รอด" ทางช่อง 7 สี

* เนื้อหาโดย luvasianseries / ภาพจากเอ็มบีซี

ผู้แสดงนำ
เพ็ค จินฮี
รับบท ลา บงฮี

"ลา บงฮี" เป็นเด็กต่างจังหวัดที่เผ่านาทำงานในกรุงโซลเพื่อให้ไล่ล่าความฝัน โดยเริ่มจากการรับจ้างทำงานพาร์ทไทม์ก่อนได้ทำงานประจำเป็นสไตลิสต์คนใหม่ของจุนโอ เพียงวันแรกที่เริ่มงานในฐานะสไตลิสต์คุณกลับต้องมาประสบเหตุเรือบินตก แม้จะรอดชีวิตมาได้แต่คุณก็ต้องติดอยู่บนเกาะร้าง โชคดีที่คุณได้เรียนรู้ทักษะในการว่ายน้ำและจับสัตว์น้ำจากผู้เป็นแม่ ทั้งยังมีทักษะในการเอาตัวรอดเป็นเลิศ คุณจึงแปลงเป็นผู้นำและที่พึ่งพิงของผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ  (ซึ่งต่างจากตอนที่อยู่ในโลกอันศิวิไลซ์โดยสิ้นเชิง เพราะคุณไม่มีทักษะด้านการตลาดและถูกมองว่าเป็นพนักงานที่ต่ำต้อย) หลังผ่านไปนาน 4 เดือน คุณเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศในฐานะผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวและพยานคนเดียวที่รู้เห็นเหตุการณ์

ชอง คยองโฮ
รับบท ซอ จุนโอ

"ซอ จุนโอ" เป็นอดีตหัวหน้าวงดนตรีชื่อดังนามว่า "ดรีมเมอร์ส" ด้วยความที่เข้าแวดวงตั้งแต่ยังอายุน้อยและถูกประคบประหงมเขาจึงไม่อาจพึ่งพาตนเองและทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีผู้จัดการคอยช่วย หลังถูกตั้งข้อหาเมาแล้วขับและถูกกล่าวหาว่ายุให้เพื่อให้นร่วมงานฆ่าตัวตาย อนาคตของเขาก็ส่อแววว่าจะดับวูบ เพราะหลังจากยุบวงแล้วเขาก็แปลงเป็นคนที่ใครๆก็รู้จักระดับปลายแถว ระหว่างติดอยู่บนเกาะร้างเขาเป็นผู้รอดชีวิตที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ในตอนแรกเขาเอาแต่ชี้นิ้วสั่งบงฮีให้ทำนั่นทำนี่เพื่อให้ตน แต่ภายหลังต้องยอมกลายเป็นเบี้ยล่างและเชื่อฟังคำสั่งบงฮีเพื่อให้ความอยู่รอด หลังจากนั้นไม่นานเขาก็พบว่าตนเองเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เหล่าผู้สูญหาย

ชเว แทจุน
รับบท ชเว แทโฮ

"ชเว แทโฮ" เป็นอดีตมือเบสของวง "ดรีมเมอร์ส" ในช่วงที่วงกำลังดังเขามักมีปากเสียงกับจุนโฮเป็นประจำ หลังวงแตกเขาก็ผันตัวไปเป็นดาราและประสบความสำเร็จหลังจากร่วมรายการทีวีโชว์ยอดฮิต เขาแอบคบกับจีอาอย่างลับๆ ทั้งยังคำนึงถึงความสำเร็จและความปรารถนาของตนเหนือสิ่งอื่นใด เขาจึงเป็นคนเห็นแก่ตัวและเป็นตัวปัญหาบนเกาะร้าง

ลี ซอนบิน
รับบท ฮา จีอา

"ฮา จีอา" เป็นดาราหนังดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในค่ายเลเจนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ก่อนเป็นดาราหนังคุณเคยเป็นแฟนคลับตัวยงของจุนโอ คุณเป็นคนใสซื่อจึงมักไม่เข้าใจและไม่รับมุกเวลาที่มีใครส่งสัญญาณบางสิ่งมาให้อย่างลับๆ ซ้ำยังชอบพูดโพล่งออกมาตรงๆ จนเสียเรื่อง ด้วยความที่มีโรคประจำตัวคุณจึงเป็นผู้รอดชีวิตที่ต้องทนทุกข์มากกว่าคนอื่น แม้คุณจะคบกับแทโฮแต่เขากลับไม่เคยรู้เรื่องอาการป่วยของคุณ คงมีเพียงจุนโอและกีจุนเท่านั้นที่รู้ว่าคุณป่วย

เรื่องย่อ สองพยัคฆ์นักสืบ (Xing Ming Shi Ye)

กำกับ: หยวนเสี่ยวหม่าน
เขียนบท: โจวจื้อหย่ง
แนวละคร: ย้อนยุค, สืบสวนสืบสวน
จำนวนตอน: 30
ออกอากาศ: (นัดแรก) – 8 ตุลาคม 2555 (เกาหลี)
                       ไทย – ทุกวันเสาร์ เวลา 13.00-14.00 น. ทางไทยรัฐทีวี (หมายเลข 32) ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2560 – 3 มีนาคม 2561

ละคร "สองพยัคฆ์นักสืบ (Xing Ming Shi Ye)" ดัดแปลงมาจากนวนิยายออนไลน์สุดฮอตฮิตเรื่อง "สิงหมิงซือเย๋" (刑名师爷) ของ "มู่อี้" ออกอากาศในประเทศเกาหลีและมาเลเซีย เมื่อปลายปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ก่อนทยอยออกอากาศในประเทศสิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฮ่องกง ญี่ปุ่น บรูไน กัมพูชา ฯลฯ ในปีต่อๆ มา ละครเรื่องนี้ทำเรตติ้งถล่มทลายในเกาหลี ส่งผลให้พระเอกชายหนุ่มชาวไต้หวัน "อู๋ฉีหลง" คว้ารางวัล  "Asia's Most Popular Actor" ในงาน "Seoul International Drama Awards" ประจำปี 2013 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

เรื่องย่อ

ละคร "สองพยัคฆ์นักสืบ (Xing Ming Shi Ye)" นำเสนอเรื่องราวการสืบสวนคดีฆาตกรรมของสองชายหนุ่มในสมัยราชวงศ์หมิงซึ่งมีวิธีคิดและรูปแบบการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ต้องมาไขปริศนาฆาตกรรมคดีเดียวกัน ซ้ำยังเปิดศึกชิงนางอีกด้วย

"ต้วนผิง" เป็นชายชายหนุ่มที่มีความจริงใจแต่แสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง ทั้งยังฉลาด ช่างสังเกต ใช้ใจมองคน และอ่อนนอกแข็งใน แม้ภายนอกเขาจะแลดูสุภาพอ่อนน้อมแต่ภายในหนักแน่นเด็ดเดี่ยว เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนคดีฆาตกรรม ด้วยความที่เก่งขั้นเทพเขาจึงเป็นเจ้าของฉายา "เสินต้วน" (หรือ "เทพต้วน") ทั้งยังเป็นที่ปรึกษา (ซือเย๋) ของนายอำเภอ มักไขคดีโดยเริ่มจากการศึกษาภูมิหลังและวิเคราะห์แรงจูงใจของอาชญากร การทำงานของเขาจะคำนึงถึงหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมเนียมปฏิบัติ โดยจะไขคดีตามหลักฐานที่ปรากฏ

"เมิ่งเทียนฉู่" เป็นชายชายหนุ่มที่เพิ่งจะเดินทางมาจากต่างแดน (อิตาลี) จึงมีวิธีคิด บุคลิก นิสัย และการแต่งกาย ผิดแปลกจากชาวต้าหมิงโดยสิ้นเชิง แถมยังมีภูมิหลังที่ลึกลับ ซ้ำยังไม่รู้จักขนบธรรมเนียม มารยาท และหลักปฏิบัติของชาวต้าหมิงอีกด้วย  เขาจะทำการสืบสวนคดีต่างๆ โดยอาศัยหลักวิชากายวิภาค มีการคิดแผน จำลองเหตุการณ์ และสืบหาเบาะแสร่องรอยคนร้าย โดยนำความรู้ความชำนาญด้านจิตรกรรม ประติมากรรม เทคโนโลยีในการผลิตกลไก ตลอดจนทักษะและประสบการณ์ในด้านต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากชาวตะวันตกมาช่วยในการไขคดี ซึ่งล้วนเป็นวิธีการที่ผิดไปจากแบบแผนและไม่เคยมีใครทำมาก่อน (เวอร์ชั่นนิยาย "เมิ่งเทียนฉู่" เป็นคนในโลกปัจจุบันที่เดินทางย้อนเวลากลับไปยังสมัยราชวงศ์หมิง)