เรื่องย่อ รักครั้งใหม่หัวใจอลเวง (Someone Like You) ตอนที่ 4

หลังเกิดข่าวลือแพร่สะพัดว่าสายตาของจั่นเฉิงยังไม่กลับมาเป็นปกติ จั่นเฉิงกับเวยเหลียนเลยต้องเร่งสร้างความเชื่อมั่นให้กับเหล่านักลงทุนด้วยการเชิญนักข่าวมาที่ห้างสรรพสินค้า "จวี้เฉิง" (Big City) หวังจัดฉากหลอกนักข่าวว่าสายตาของจั่นเฉิงปกติดี แม้จะเตรียมความพร้อมและฝึกซ้อมกันมานาน (จั่นเฉิงฝึกเดินในห้างหลังห้างปิด) แต่เวยเหลียนกลับไม่ค่อยมั่นใจและอดเป็นกังวลใจไม่ได้ เพราะถ้าเกิดเหตุผิดพลาดจนถูกนักข่าวจับได้ก็เท่ากับเป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง

ในขณะที่ทุกอย่างกำลังไปได้สวย จั่นเฉิงก็ได้ยินเสียงที่ตนคุ้นเคยและโหยหามานาน เจ้าของเสียงที่ว่าก็คืออวี่ซี ซึ่งถูกเสี่ยวหลินลากตัวมาที่ห้างของจั่นเฉิงในช่วงเวลาพักกลางวัน (เสี่ยวหลินอยากให้อวี่ซีผ่อนคลายหลังทำงานจนแทบไม่มีเวลาพักมานาน จึงมอบคูปองนวดตัวของสปาสุดหรูที่ตั้งอยู่ในห้างให้คุณ) พอรู้ว่าคูปองดังกล่าวข้างต้นมีมูลค่าถึง 6 พันดอลลาร์ไต้หวัน (กว่า 6.5 พันบาท) อวี่ซีก็สวมกอดเสี่ยวหลินด้วยคุณงามความดีใจ และกล่าวว่า "ได้พบและรู้จักคุณเป็นเรื่องโชคดีที่สุดในชีวิตชั้นเลย" จั่นเฉิงได้ยินดังนั้นก็นึกถึงลั่วหานเพราะนั่นเป็นคำพูดสุดท้ายของคุณ เขาจึงเดินตาม (เสียง) อวี่ซีไปที่สปาอย่างลืมตัว

อวี่ซีตื่นเต้นจนเก็บอาการเอาไว้ไม่อยู่เมื่อเผ่านาใช้บริการที่ห้องส่วนตัวในสปาสุดหรู ขณะอาบน้ำคุณครวญเพลงอย่างแฮปปี้ (เป็นเพลงที่ลั่วหานร้องในรถก่อนตาย) จั่นเฉิงได้ยินดังนั้นจึงเดินตามเสียงเข้าไปในห้องและยืนฟังตรงหน้าอวี่ซี อวี่ซียิ่งร้องก็ยิ่งใส่อารมณ์ คุณร้องเพลงพลางเช็ดตัวด้วยท่าทางสุดเย้ายวนก่อนวาดลวดลายอย่างกับกำลังร้องเพลงอยู่บนเวที พอร้องเพลงจบคุณก็หลับตาแล้วหันหน้ามาทางจั่นเฉิง จากนั้นก็ใช้มือทั้งสองข้างกางผ้าเช็ดตัวออกจนล่อนจ้อน ก่อนก้มศีรษะคำนับแล้วกล่าวขอบคุณ

พอลืมตาอีกทีอวี่ซีก็ถึงกับช็อคเมื่อพบชายชายหนุ่มยืนยิ้มอยู่ตรงหน้า พอตั้งสติได้คุณก็ร้องกรี๊ดและโวยลั่น ทั้งยังกล่าวหาว่าจั่นเฉิงเป็นพวกโรคจิตและนักถ้ำมอง จั่นเฉิงได้ยินดังนั้นจึงรู้สึกตัวว่าคนที่ตนตามมาไม่ใช่ลั่วหานและเดินออกจากห้องไป แต่อวี่ซีไม่ยอมปล่อยเขาไปง่ายๆ จึงฉุดแขนจั่นเฉิงเอาไว้ทำให้เกิดการยื้อยุดกัน จั่นเฉิงขอให้พนักงานช่วยเคลียร์เรื่องที่เกิดขึ้น จากนั้นก็ลงไปต้อนรับนักข่าวที่ชั้นล่างต่อ นึกไม่ถึงว่าอวี่ซีจะกัดไม่ปล่อย คุณตามมาโวยจั่นเฉิงที่ชั้นล่างต่อหน้านักข่าว เวยเหลียนจึงสั่งให้รปภ.รับมืออวี่ซี อวี่ซีผลักรปภ.คนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเต็มแรงจนเขาเซถลาไปชนตู้กระจกทำให้ตู้ล้มลงตรงหน้าจั่นเฉิง นักข่าวคิดว่าจั่นเฉิงไม่ยอมหลบทั้งๆ ที่ตู้กำลังจะล้มลงมาทับเขา (เฉียดไปนิดเดียว) เลยพากันถามอย่างคาดคั้นว่าเขาตาบอดใช่ไหม ทำให้จั่นเฉิงตกอยู่ในสภาวะที่ยากลำบากและกำลังจะถูกจับได้ แต่แล้วอวี่ซีก็ทำให้สภาพการณ์ที่กำลังตึงเครียดคลี่คลายลงโดยไม่รู้สึกตัว คุณโวยลั่นว่าจั่นเฉิงแกล้งทำเป็นตาบอด แต่ความจริงเป็นนักถ้ำมองที่เพิ่งจะแอบดูคุณอาบน้ำและยังลวนลามคุณอีกด้วย จั่นเฉิงเลยรอดพ้นจากการถูกสงสัยว่าตาบอด และกลายเป็นข่าวในฐานะนักถ้ำมองโรคจิตแทน

เรื่องย่อ วีรบุรุษตระกูลหยาง (Warriors of the Yang Clan) ตอนที่ 5

หยี่เยียนกลับค่ายทหาร ซื่อหลางมอบยาและผ้าพันแผลให้หยี่เยียนใช้ในการฝึกซ้อม หยี่เยียนไม่ได้ให้ความสนใจเท่าใดนัก ตกดึก ซื่อหลางสวมชุดดำปกปิดใบหน้าเข้าไปทดสอบทหารใหม่ เหตุการณ์คราวนี้เกือบทำให้ฐานะที่แท้จริงของหยี่เยียนถูกเปิดเผยออกมา ซื่อหลางชมเชยหยี่เยียนที่พร้อมทุกสภาวะ หยี่เยียนไม่พอใจซื่อหลาง แต่นางก็ไม่สามารถไปจากค่ายทหารได้

ฉูฉู่และชีหลางพากันไปเที่ยวตลาด ทั้งสองพบว่าประชาชนต่างพากันทักทายและต้อนรับฉูฉู่เป็นอย่างดี ในที่สุดทั้งสอง ก็พบว่าเป็นความสามารถของพานเป้า ที่แท้พานเป้าแขวนภาพวาดฉูฉู่เอาไว้ จากนั้นก็มอบเงินให้ราษฎรเพื่อให้ให้เอาใจฉูฉู่ ชีหลางต้องการให้พานเป้านำภาพวาดของฉูฉู่ลงมา พานเป้ากลับปฏิเสธ ในที่สุดชีหลางและพานเป้าก็มีเรื่องชกต่อยกันขึ้นมา ชีหลางไม่ยอมแพ้ ชีหลางบอกให้ฉูฉู่กลับบ้านไปก่อน จากนั้นชีหลางก็ไปอ้อนวอนจากซันหลาง ซันหลางกำลังฝึกทหาร ชีหลางกลับขอร้อง ซันหลาง พาทหารไปสั่งสอนพานเป้า ในที่สุดก็เกิดการตะลุมบอนกันขึ้นมา เมื่อหยางเย่มาถึงก็ตำหนิลูกชายทั้งสอง จากนั้นก็ลงโทษทั้งสองต่อหน้าผู้คน

ซื่อหลางตามหาหยี่เยียน หยี่เยียนกลับติดใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ซื่อหลางเล่าเรื่องราวเมื่อครั้งยังเป็นเด็กให้หยี่เยียนฟัง ทำให้หยี่เยียนเข้าใจถึงตัวตนที่แท้จริงของซื่อหลาง ทันใดนั้นเอง พานเหยินเหม่ยมาเยี่ยมค่ายทหาร หยี่เยียนเห็นเช่นนั้นจึงรีบหาที่ซ่อนตัว หยี่เยียนเห็นซื่อหลางอาบน้ำ ทำให้จิตใจนางเต้นระทึก ซื่อหลางบอกให้หยี่เยียนช่วยอาบน้ำให้ หยี่เยียนกล้อมแกล้มรับปาก ต้าหลางผ่านมาพบเห็นเข้า ต้าหลางตำหนิซื่อหลางที่นำผู้หญิงเผ่านาในค่าย ซื่อหลางปฏิเสธเมื่อได้ยินเช่นนั้น ต้าหลาง จนปัญญากับซื่อหลาง ต่อมา ซันหลางและชีหลางก็พบว่าซื่อหลางและหยี่เยียนสนิทสนมกันเป็นพิเศษ เพียงชั่วพริบตาเดียวเรื่องของซื่อหลางและหยี่เยียนก็ดังกระฉ่อนไปทั่วค่ายทหาร

ซื่อหลางสอนกลยุทธทางการทหารให้หยี่เยียน ชีหลางบอกซันหลางว่าหยี่เยียนเป็นสายลับที่พานเป้าส่งมา ขอให้ซันหลางจับตาดูการเคลื่อนที่ของหยี่เยียนให้ดี นึกไม่ถึงซันหลางกลับถูกหยี่เยียนปั่นหัว ชีหลางใคร่ครวญถึงพฤติกรรมของหยี่เยียน ชีหลางมั่นใจว่าหยี่เยียนต้องเป็นผู้หญิงอย่างแน่ๆ ซื่อหลางก็เริ่มเคลือบแคลงสงสัยหยี่เยียนขึ้นมาแล้ว ซันหลางเล่าเรื่องที่ตนเสียรู้หยี่เยียนให้ชีหลางฟัง นึกไม่ถึงว่าหยางเย่ผ่านมาได้ยินคำสนทนาของคนทั้งสองเข้าโดยบังเอิญ

เรื่องย่อ รักทะลุมิติ (Love Weaves Through a Millennium) ตอนที่ 4

สาวใช้ของสวี่ฮองเฮาเดินเผ่านาดูลาดเลาในห้อง ก่อนสมคบคิดกับทหารยามเปิดประตูให้เหล่านักฆ่าตระกูลหวังบุกเผ่านาในตำหนัก… อีกด้านหนึ่งหวังหมั่งก็เดินหมากเกมรุกด้วยความมั่นใจว่าตนควรต้องเป็นข้างชนะ กงหมิงมองบอร์ดหมากแล้วแย้งว่าถึงอย่างไรพวกตนก็ไม่ใช่คนอื่นคนไกล แม้แผนการในการเดินหมากของหวังหมั่งจะแหลมคมกว่าแต่ก่อน แถมการเดินหมากเมื่อครู่ยังใช้ยุทธวิธีที่โหดเหี้ยม แต่ใช่ว่าตนจะรับมือไม่ได้

เหล่านักฆ่าสวมหน้ากากบุกเข้าไปในห้องของสวี่ฮองเฮา โดยคิดแผนจัดฉากให้เหมือนเป็นการฆ่าตัวตาย แต่นักฆ่ายังไม่ทันได้ลงมือ "อิ่งเยว่" ก็เผ่านาขวางและฆ่าเหล่านักฆ่าทุกคน…  หลังกงหมิงรุกฆาตและเป็นข้างชนะในที่สุด เขาก็บอกหวังหมั่งว่าเรื่องราวในโลกไม่เหมือนกับการเล่นหมากรุกและขอบคุณที่ทำให้ตนเป็นข้างชนะ หวังหมั่งถามว่าความเกี่ยวข้องของพวกตนต้องเป็นเหมือนหมากเกมนี้ที่ต่างข้างต่างต่อสู้จนล้มหายตายจากกันไปข้างหนึ่งจริงหรือ กงหมิงถามกลับว่าการลอบฆ่าสวี่ฮองเฮาและคนในตระกูลของพระองค์ (ที่ผ่านมาตระกูลสวี่มีอิทธิพลและเรืองอำนาจในราชสำนัก) เป็นทางเดียวที่จะทำให้สกุลหวังผงาดขึ้นมามีอิทธิพลงั้นหรือ และการช่วยให้จ้าวเฟยเยี่ยนได้ขึ้นเป็นฮองเฮาเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหวังหมั่งและตระกูลหวังจริงหรือเปล่า

หวังหมั่งกล่าวว่าถึงยังไงสวี่เฟ่ยโฮ่วก็ต้องถูกฮ่องเต้สั่งประหารสักวัน เพราะการใช้คุณไสยมนต์ดำในวังหลวงเป็นโทษหนักที่ไม่อาจลบล้างได้โดยง่าย กงหมิงขอให้หวังหมั่งเลิกเสแสร้งและซื่อสัตย์กับตนเอง เขารู้ว่าจ้าวเฟยเยี่ยนมีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ และชี้ว่านักพรตเต๋าได้รับคำสั่งให้เผ่านาตีสนิทจนได้รับความไว้วางใจจากสวี่ฮองเฮา หลังจากนั้นจ้าวเฟยเยี่ยนก็แต่งเรื่องให้ร้ายและคอยยุแยงฮ่องเต้อย่างต่อเนื่อง ทุกอย่างล้วนพุ่งเป้าไปที่สวี่ฮองเฮา แม้สวี่ฮองเฮาจะได้รับการยกเว้นโทษตายแต่ก็ไม่วายโดนปลดจากตำแหน่ง เมื่อกงหมิงบอกเป็นนัยว่าถ้าจ้าวเฟยเยี่ยนมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มีหรือที่นางจะไม่ทิ้งเบาะแสเอาไว้ หวังหมั่งก็รู้สึกตกอกตกใจเพราะไม่คิดว่ากงหมิงจะมีหลักฐาน

เรื่องย่อ MISSING 9…ปริศนาท้าให้รอด

กำกับ: ชเว พยองกิล
เขียนบท: ซน ฮวางวอน
แนวละคร: ลึกลับ, เมโลดราม่า
จำนวนตอน: 16 + 1 ตอนพิเศษ
ออกอากาศ: เกาหลี – 18 มกราคม 2560 – 9 มีนาคม 2560 ทางเอ็มบีซี
                    ไทย – ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 09.45 น. ทางช่อง 7 สี ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2560 – 18 มิถุนายน 2560
เรื่องย่อ
ในขณะที่ศิลปิน ผู้บริหาร และพนักงานของค่ายเลเจนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ รวมทั้งสิ้น 9 ชีวิต เดินทางด้วยเรือบินส่วนตัวเพื่อให้ไปร่วมแสดงในงานคอนเสิร์ตประจำปีที่ต่างประเทศพร้อมผู้โดยสารอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ๆ เรือบินได้เกิดเหตุขัดข้องและตกลงไปในสมุทร ถือว่ายังโชคดีที่ทั้ง 9 คนรอดชีวิตมาได้ แต่โชคร้ายก็คือพวกเขาต้องติดอยู่บนเกาะร้างที่อยู่ห่างไกลทำให้ต้องดิ้นรนหาทางเอาชีวิตรอด โดยหวังว่าสักวันจะมีคนมาช่วย

หลังเรือบินตก รัฐบาลเกาหลีใต้ได้ตั้งคณะผู้ตัดสินพิเศษขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อให้ทำการสอบปากคำในเรื่องนี้ เมื่อเวลาผ่านเลยไปทุกสิ่งยังคงเป็นปริศนาและไม่มีใครล่วงรู้ชะตากรรมของเหล่าผู้โดยสาร แต่แล้วอยู่ๆ "ลา บงฮี" ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ชายหาดของเมืองจีนในอีกสี่เดือนต่อมา คุณจึงถูกส่งตัวกลับเกาหลีใต้ในฐานะผู้รอดชีวิตและพยานเพียงคนเดียว และนั่นก็ทำให้ครอบครัวผู้สูญหายตลอดจนเหล่าแฟนคลับอยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับคนที่ตนรักกันแน่ แต่แล้วคณะผู้ตัดสินไต่สวนเหตุเรือบินตกกลับพบว่าบงฮีสูญเสียความทรงจำชั่วคราว พวกเขาจึงพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้ให้ความทรงจำของบงฮีกลับคืนมาและปกปิดเรื่องที่บงฮีสูญเสียความทรงจำเอาไว้ 

ขณะเดียวกันครอบครัวผู้สูญหายและเหล่าแฟนคลับได้ออกมาเรียกร้องให้นำตัวบงฮีมาแถลงข่าว ทุกคนอยากฟังเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากปากบงฮีโดยตรงเพราะเกรงว่าทางการจะบิดเบือนความเป็นจริง เมื่อไม่ได้รับการสนองตอบทุกคนจึงได้แต่สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่และเกิดกระแสข่าวลืออย่างมาก หลังจากนั้นไม่นานความทรงจำของบงฮีก็ค่อยๆ ฟื้นคืนมาทีละนิด (ไม่ติดประต่อกัน) ปริศนาต่างๆ จึงคลี่คลายลงอย่างช้าๆ แต่นั่นก็นำไปสู่คำถามใหม่อย่างมาก

ในที่สุดเหล่าผู้สูญหายเกือบทั้งหมดก็ทยอยเดินทางกลับเกาหลีใต้ในฐานะผู้รอดชีวิตจากเหตุเรือบินตกเช่นเดียวกับบงฮี แต่นั่นกลับเป็นจุดเริ่มของการต่อสู้ระหว่างบงฮีและเพื่อให้นร่วมชะตากรรม กับ "ชเว แทโฮ" หนึ่งในผู้รอดชีวิตที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับแผนสมรู้ร่วมคิดและการฆาตกรรมที่เกิดขึ้นบนเกาะร้าง แต่เขากลับโยนความผิดทั้งหมดให้ "ซอ จุนโอ" และพยายามปิดปากคนที่รู้เห็นเหตุการณ์โดยเฉพาะเป็นอย่างมากบงฮี ซ้ำร้ายหัวหน้าคณะสอบปากคำเหตุเรือบินตกยังให้ความสำคัญกับกระแสสังคมมากกว่าข้อพิสูจน์อีกด้วย

เบื้องลึกเบื้องหน้าของเรื่องราวทั้งหมดคืออะไร? เพราะเหตุใดใครบางคนจึงไม่ต้องการเปิดเผยข้อสรุปบนเกาะร้างให้สังคมได้รับรู้ มาร่วมค้นหาคำตอบได้ใน "MISSING 9…ปริศนาท้าให้รอด" ทางช่อง 7 สี

* เนื้อหาโดย luvasianseries / ภาพจากเอ็มบีซี

ผู้แสดงนำ
เพ็ค จินฮี
รับบท ลา บงฮี

"ลา บงฮี" เป็นเด็กต่างจังหวัดที่เผ่านาทำงานในกรุงโซลเพื่อให้ไล่ล่าความฝัน โดยเริ่มจากการรับจ้างทำงานพาร์ทไทม์ก่อนได้ทำงานประจำเป็นสไตลิสต์คนใหม่ของจุนโอ เพียงวันแรกที่เริ่มงานในฐานะสไตลิสต์คุณกลับต้องมาประสบเหตุเรือบินตก แม้จะรอดชีวิตมาได้แต่คุณก็ต้องติดอยู่บนเกาะร้าง โชคดีที่คุณได้เรียนรู้ทักษะในการว่ายน้ำและจับสัตว์น้ำจากผู้เป็นแม่ ทั้งยังมีทักษะในการเอาตัวรอดเป็นเลิศ คุณจึงแปลงเป็นผู้นำและที่พึ่งพิงของผู้รอดชีวิตคนอื่นๆ  (ซึ่งต่างจากตอนที่อยู่ในโลกอันศิวิไลซ์โดยสิ้นเชิง เพราะคุณไม่มีทักษะด้านการตลาดและถูกมองว่าเป็นพนักงานที่ต่ำต้อย) หลังผ่านไปนาน 4 เดือน คุณเป็นที่รู้จักของคนทั้งประเทศในฐานะผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวและพยานคนเดียวที่รู้เห็นเหตุการณ์

ชอง คยองโฮ
รับบท ซอ จุนโอ

"ซอ จุนโอ" เป็นอดีตหัวหน้าวงดนตรีชื่อดังนามว่า "ดรีมเมอร์ส" ด้วยความที่เข้าแวดวงตั้งแต่ยังอายุน้อยและถูกประคบประหงมเขาจึงไม่อาจพึ่งพาตนเองและทำอะไรไม่ได้ถ้าไม่มีผู้จัดการคอยช่วย หลังถูกตั้งข้อหาเมาแล้วขับและถูกกล่าวหาว่ายุให้เพื่อให้นร่วมงานฆ่าตัวตาย อนาคตของเขาก็ส่อแววว่าจะดับวูบ เพราะหลังจากยุบวงแล้วเขาก็แปลงเป็นคนที่ใครๆก็รู้จักระดับปลายแถว ระหว่างติดอยู่บนเกาะร้างเขาเป็นผู้รอดชีวิตที่ไร้ประโยชน์ที่สุด ในตอนแรกเขาเอาแต่ชี้นิ้วสั่งบงฮีให้ทำนั่นทำนี่เพื่อให้ตน แต่ภายหลังต้องยอมกลายเป็นเบี้ยล่างและเชื่อฟังคำสั่งบงฮีเพื่อให้ความอยู่รอด หลังจากนั้นไม่นานเขาก็พบว่าตนเองเกิดความรู้สึกที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เหล่าผู้สูญหาย

ชเว แทจุน
รับบท ชเว แทโฮ

"ชเว แทโฮ" เป็นอดีตมือเบสของวง "ดรีมเมอร์ส" ในช่วงที่วงกำลังดังเขามักมีปากเสียงกับจุนโฮเป็นประจำ หลังวงแตกเขาก็ผันตัวไปเป็นดาราและประสบความสำเร็จหลังจากร่วมรายการทีวีโชว์ยอดฮิต เขาแอบคบกับจีอาอย่างลับๆ ทั้งยังคำนึงถึงความสำเร็จและความปรารถนาของตนเหนือสิ่งอื่นใด เขาจึงเป็นคนเห็นแก่ตัวและเป็นตัวปัญหาบนเกาะร้าง

ลี ซอนบิน
รับบท ฮา จีอา

"ฮา จีอา" เป็นดาราหนังดาวรุ่งที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในค่ายเลเจนด์ เอ็นเตอร์เทนเมนท์ ก่อนเป็นดาราหนังคุณเคยเป็นแฟนคลับตัวยงของจุนโอ คุณเป็นคนใสซื่อจึงมักไม่เข้าใจและไม่รับมุกเวลาที่มีใครส่งสัญญาณบางสิ่งมาให้อย่างลับๆ ซ้ำยังชอบพูดโพล่งออกมาตรงๆ จนเสียเรื่อง ด้วยความที่มีโรคประจำตัวคุณจึงเป็นผู้รอดชีวิตที่ต้องทนทุกข์มากกว่าคนอื่น แม้คุณจะคบกับแทโฮแต่เขากลับไม่เคยรู้เรื่องอาการป่วยของคุณ คงมีเพียงจุนโอและกีจุนเท่านั้นที่รู้ว่าคุณป่วย

เรื่องย่อ สองพยัคฆ์นักสืบ (Xing Ming Shi Ye)

กำกับ: หยวนเสี่ยวหม่าน
เขียนบท: โจวจื้อหย่ง
แนวละคร: ย้อนยุค, สืบสวนสืบสวน
จำนวนตอน: 30
ออกอากาศ: (นัดแรก) – 8 ตุลาคม 2555 (เกาหลี)
                       ไทย – ทุกวันเสาร์ เวลา 13.00-14.00 น. ทางไทยรัฐทีวี (หมายเลข 32) ตั้งแต่วันที่ 9 กันยายน 2560 – 3 มีนาคม 2561

ละคร "สองพยัคฆ์นักสืบ (Xing Ming Shi Ye)" ดัดแปลงมาจากนวนิยายออนไลน์สุดฮอตฮิตเรื่อง "สิงหมิงซือเย๋" (刑名师爷) ของ "มู่อี้" ออกอากาศในประเทศเกาหลีและมาเลเซีย เมื่อปลายปี ค.ศ. 2012 (พ.ศ. 2555) ก่อนทยอยออกอากาศในประเทศสิงคโปร์ ไต้หวัน สหรัฐอเมริกา แคนาดา ฮ่องกง ญี่ปุ่น บรูไน กัมพูชา ฯลฯ ในปีต่อๆ มา ละครเรื่องนี้ทำเรตติ้งถล่มทลายในเกาหลี ส่งผลให้พระเอกชายหนุ่มชาวไต้หวัน "อู๋ฉีหลง" คว้ารางวัล  "Asia's Most Popular Actor" ในงาน "Seoul International Drama Awards" ประจำปี 2013 ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้

เรื่องย่อ

ละคร "สองพยัคฆ์นักสืบ (Xing Ming Shi Ye)" นำเสนอเรื่องราวการสืบสวนคดีฆาตกรรมของสองชายหนุ่มในสมัยราชวงศ์หมิงซึ่งมีวิธีคิดและรูปแบบการทำงานแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ต้องมาไขปริศนาฆาตกรรมคดีเดียวกัน ซ้ำยังเปิดศึกชิงนางอีกด้วย

"ต้วนผิง" เป็นชายชายหนุ่มที่มีความจริงใจแต่แสดงความรู้สึกไม่ค่อยเก่ง ทั้งยังฉลาด ช่างสังเกต ใช้ใจมองคน และอ่อนนอกแข็งใน แม้ภายนอกเขาจะแลดูสุภาพอ่อนน้อมแต่ภายในหนักแน่นเด็ดเดี่ยว เขาเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการสืบสวนคดีฆาตกรรม ด้วยความที่เก่งขั้นเทพเขาจึงเป็นเจ้าของฉายา "เสินต้วน" (หรือ "เทพต้วน") ทั้งยังเป็นที่ปรึกษา (ซือเย๋) ของนายอำเภอ มักไขคดีโดยเริ่มจากการศึกษาภูมิหลังและวิเคราะห์แรงจูงใจของอาชญากร การทำงานของเขาจะคำนึงถึงหลักคุณธรรม จริยธรรม และธรรมเนียมปฏิบัติ โดยจะไขคดีตามหลักฐานที่ปรากฏ

"เมิ่งเทียนฉู่" เป็นชายชายหนุ่มที่เพิ่งจะเดินทางมาจากต่างแดน (อิตาลี) จึงมีวิธีคิด บุคลิก นิสัย และการแต่งกาย ผิดแปลกจากชาวต้าหมิงโดยสิ้นเชิง แถมยังมีภูมิหลังที่ลึกลับ ซ้ำยังไม่รู้จักขนบธรรมเนียม มารยาท และหลักปฏิบัติของชาวต้าหมิงอีกด้วย  เขาจะทำการสืบสวนคดีต่างๆ โดยอาศัยหลักวิชากายวิภาค มีการคิดแผน จำลองเหตุการณ์ และสืบหาเบาะแสร่องรอยคนร้าย โดยนำความรู้ความชำนาญด้านจิตรกรรม ประติมากรรม เทคโนโลยีในการผลิตกลไก ตลอดจนทักษะและประสบการณ์ในด้านต่างๆ ที่ได้เรียนรู้จากชาวตะวันตกมาช่วยในการไขคดี ซึ่งล้วนเป็นวิธีการที่ผิดไปจากแบบแผนและไม่เคยมีใครทำมาก่อน (เวอร์ชั่นนิยาย "เมิ่งเทียนฉู่" เป็นคนในโลกปัจจุบันที่เดินทางย้อนเวลากลับไปยังสมัยราชวงศ์หมิง)

เรื่องย่อ สาวน้อยจ้าวพายุ (The Whirlwind Girl) ภาคแรก ตอนที่ 9

ไป๋เฉ่าการันตีว่าคุณไม่ได้ทำอะไรผิดและไม่ได้เป็นคนแฉแต่นักข่าวแอบถ่ายคลิปเอง ต่อให้นักข่าวไม่ถ่ายคลิปพวกตนก็ผิดที่ติดกาวบนแผ่นไม้นั่นอยู่ดี คุณชี้ว่าจิตวิญญาณของหยวนอู่เต้าคือการรู้จักแยกแยะผิดชอบชั่วดีและเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจารย์เจิ้งแย้งว่าตนเองก็ไม่อยากหลอกลวงใครแต่ที่ทำลงไปก็เพื่อให้โรงฝึก เมื่อก่อนโรงฝึกของพวกตนเคยมีชื่อและเฟื่องฟูมาก แต่หลังจากอาจารย์ของไป๋เฉ่าใช้สารกระตุ้นขณะแข่งขัน โรงฝึกของพวกตนก็แปลงเป็นขยะของแวดวง ลูกศิษย์ลูกหาแห่ลาออกจนแทบไม่เหลือเพราะโรงฝึกโดนวิจารณ์ยับ ตนเป็นคนเดียวที่รับเละและต้องกอบกู้สภาพการณ์ ไหนจำเป็นจะต้องเผชิญกับภาวะขาดทุนทุกปี ทั้งยังถูกหัวเราะเยาะ และโดนดูถูกเหยียดหยาม ตนรู้สึกอย่างไรใครเลยจะรู้บ้าง ใช่ว่าตนไม่อยากตรงไปตรงมาแต่พระเจ้าไม่เคยให้โอกาสให้ตน  และตอนนี้โรงฝึกเฉวียนเซิ่งใกล้ปิดตัวเต็มทีแล้ว

อาจารย์เจิ้งกล่าวว่าตนไม่อาจขับไสอาจารย์ของไป๋เฉ่า แต่ไป๋เฉ่าต้องไปจากที่นี่…เดี๋ยวนี้! ไป๋เฉ่าร่ำไห้พลางบอกว่าคุณจะไม่ไปไหนเพราะไม่ได้ทำอะไรผิด คุณเข้าใจดีว่าโรงฝึกกำลังตกอยู่ในสภาพการณ์ที่ย่ำแย่ แต่การโกหกหลอกลวงคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่ควรทำอยู่ดี ไม่ว่ายากเย็นเพียงใดหากพวกตนยืนหยัดต่อสู้จำเป็นต้องผ่านพ้นเรื่องราวร้ายๆ ไปได้อย่างแน่ๆ คุณอาสาออกไปทำงานหาเงินมาช่วยโรงฝึกอีกแรง หรือจะให้คุณบากหน้าไปขอโทษนักข่าวเพื่อให้ให้โรงฝึกได้ร่วมการแข่งขันต่อไปคุณก็ยินดีทำทั้งนั้น ขอเพียงแค่อย่าไล่คุณไปจากที่นี่

หลังทนฟังอยู่นาน ในที่สุดเซี่ยงหนานก็เดินมาบอกให้ไป๋เฉ่าไปเสีย อย่าทู่ซี้อยู่ที่นี่อีกต่อไปเลย ยิ่งไปไกลเท่าไหร่ยิ่งดี ตนไม่อยากเห็นหน้าไป๋เฉ่าอีก สิบปีที่ตนเลี้ยงดูคุณมาถือว่ามากพอแล้ว ไป๋เฉ่าร่ำไห้พลางคุกเข่าต่อหน้าอาจารย์ ก่อนขอให้อาจารย์ลงโทษหากคิดว่าคุณทำผิด แต่อย่าไล่คุณไปจากที่นี่เพราะที่นี่คือบ้านของคุณ เซี่ยงหนานกล่าวด้วยน้ำตาคลอเบ้าว่า ขืนยังอยู่กับตนต่อไป ชีวิตไป๋เฉ่าจะพังและไร้ซึ่งอนาคต ไป๋เฉ่าไม่อาจทอดทิ้งอาจารย์และขอร้องอาจารย์ว่าอย่าทิ้งตน เพราะอาจารย์คือครอบครัวที่เหลืออยู่ของตน เซี่ยงหนานนิ่งไปชั่วขณะหลังไป๋เฉ่าคว้าแขนเขาเอาไว้ไม่ยอมปล่อย แต่เขาจำเป็นต้องตัดใจจึงสะบัดมือไป๋เฉ่าออก พลางบอกว่าคุณไม่ใช่บุตรสาวแท้ๆ ของตน ทำไมตนจะทิ้งไม่ได้ พูดจบเขาก็ตวาดไล่แล้วเดินจากไปด้วยแววตาที่ปวดร้าว

เรื่องย่อ ศึกรักลิขิตสวรรค์ (Princess of Lanling King) ตอนที่ 4

700 ปีต่อมา

ในปี ค.ศ. 420 ซึ่งเป็นปีแรกของยุคราชวงศ์เหนือใต้ อันเป็นยุคแห่งสงครามกลางเมือง และยุคที่เต็มไปด้วยเหตุวุ่นวายทางการเมือง บรรดาราชวงศ์ที่อยู่ทางตอนเหนือและใต้ต่างรบฆ่าฟันกันไม่หยุดหย่อน ในเวลาต่อมาราชวงศ์เหนือซึ่งประกอบด้วย ราชวงศ์ "เป่ยฉี" หรือ "ฉีเหนือ" (ค.ศ. 550-577) กับราชวงศ์  "เป่ยโจว" หรือ "โจวเหนือ"  (ค.ศ. 557-581) ต่างเปิดศึกแย่งชิงอำนาจอย่างต่อเนื่องยาวนานเป็นเหตุให้ราษฎรของทั้งสองข้างมีชะตากรรมที่ทุกข์ยากแสนเข็ญ

ครั้นมีข่าวลือว่ามุกเจิ้นหุนอยู่ในจวนของ "ต้าซือคง" แห่งเป่ยโจว ("ต้าซือคง" เป็นชื่อตำแหน่งขุนนาง แต่ละยุคสมัยจะใช้ต่างกัน ราชวงศ์โจวเหนือใช้เรียก "เจ้ากรมโยธาธิการ" แต่บางยุคใช้เรียก "หมอหลวง" ฯลฯ ส่วนในละครเรื่องนี้ตำแหน่งดังที่กล่าวมาแล้วมีอำนาจเทียบเท่าอัยการสูงสุดในยุคปัจจุบัน) สาวเป่ยฉีจากสกุลตวนมู่ นามว่า "ตวนมู่เหลียน"  จึงเปลี่ยนชื่อเป็น "หยวนชิงสั่ว" แล้วแฝงตัวเข้าไปอยู่เป่ยโจวในฐานะหลานสาวเมียของ "อวี่เหวินฮู่" มหาเสนาบดีแห่งเป่ยโจว เพื่อให้หาโอกาสขโมยมุกเจิ้นหุน ในที่สุดเมียของอวี่เหวินฮู่ก็คิดแผนพาชิงสั่วไปร่วมงานเลี้ยงในวัง โดยย้ำว่าภารกิจในคราวนี้จะสำเร็จหรือล้มเหลวล้วนขึ้นอยู่กับคุณ ทั้งยังเตือนให้คุณสำรวมกิริยาขณะอยู่ในวังและห้ามทำผิดพลาดเด็ดขาด

* แท้จริงแล้วเมียของอวี่เหวินฮู่คือ "จื่อเม่ย" หนึ่งในสี่ผู้พิทักษ์วังเทียนหลัวตี้ โดยประจำการ "เสวียนอู่" (หรือ "เต่าดำ" – หนึ่งในสัตว์เทพทั้งสี่ที่ปกครองทิศเหนือ) ทั้งยังเป็นมารดาของยอดนักรบชายหนุ่มรูปงาม "เกาฉางกง" (ตำแหน่ง "หลานหลิงอ๋อง"  แห่งเป่ยฉี) ด้วยความที่มีสถานะไม่ธรรมดาคุณจึงไม่เป็นที่ยอมรับของคนสกุลเกา และนั่นก็ทำให้คุณรู้สึกโกรธแค้น คุณยอมทำทุกอย่างหมายให้ลูกชายปกครองใต้หล้า จึงปลอมตัวเป็นสตรีสูงศักดิ์แห่งสกุลหยวนและใช้ชีวิตในฐานะเมียของอวี่เหวินฮู่ในที่สุด

ขณะเดินไปยังสถานที่จัดงานเลี้ยงภายในวัง ชิงสั่วนำผ้าเช็ดหน้ามาโบกรับลมเล่นแต่ผ้าเช็ดหน้าดันหลุดมือและปลิวไปคลุมหน้า "อวี่เหวินยง" (พระอนุชาของฮ่องเต้ "โจวหมิงตี้") อย่างเหมาะเหม็ง อวี่เหวินยงจึงหยิบผ้าเช็ดหน้ามาดมก่อนจ้องหน้าชิงสั่วอย่างพินิจพิเคราะห์ เหมือนกับจะมองให้ทะลุไปถึงก้นบึ้งหัวใจของหญิงสาว ชิงสั่วรู้ดีว่าชายที่อยู่ตรงหน้าคือ 'เป้าหมาย' ของตน เพราะก่อนเข้าวังจื่อเม่ยได้ให้คุณดูภาพวาดของเขาที่อยู่ในจวนเสนาบดี พลางชี้ว่าหน้าที่ของชิงสั่วคือต้องหาทางหว่านเสน่ห์มัดใจอวี่เหวินยงในงานเลี้ยงให้ได้ เพื่อให้ที่คุณจะได้แทรกซึมเข้าไปในจวนต้าซือคงของอวี่เหวินยง หลังจากนั้นก็ทำให้เขาวางใจแล้วคอยรายงานการเคลื่อนที่ให้คุณเสนาฯ ทราบ (อวี่เหวินฮู่นั่งดื่มสุราพลางฟังทั้งคู่คุยกันเงียบๆ) ชิงสั่วไม่มั่นใจว่ามุกเจิ้นหุนจะยังอยู่ในจวนต้าซือคงไหม แต่จื่อเม่ยมั่นใจว่ามุกดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วยังคงถูกเก็บรักษาไว้ตรงนั้น

เรื่องย่อ ตี๋เหรินเจี๋ย นักสืบราชวงศ์ถัง (Detective Dee) ตอนที่ 4

ปรากฏว่าสองสาวที่บุกมาชิงตัวตี๋เหรินเจี๋ยคือ "เฟยหงจิน" (สาวชุดแดง) ที่อ้างว่าตนมีแค้นต้องชำระเลยมาเอาชีวิตตี๋เหรินเจี๋ย และ "เฟยหลานหลิง" (สาวชุดน้ำเงิน) ซึ่งบอกว่าตี๋เหรินเจี๋ยมีบุญคุณกับตนๆ จึงตามมาปกป้อง ตี๋เหรินเจี๋ยเห็นลักษณะการแต่งกายและอาวุธประจำกายของทั้งคู่ก็รู้ว่าพวกคุณเป็นสองพี่น้องที่ปล้นคนรวยช่วยคนจน ทำให้ถูกทางการประกาศจับเมื่อสองปีก่อน (ตี๋เหรินเจี๋ยเป็นคนช่างสังเกตและมีความจำเป็นเลิศ) แต่เขาไม่รู้ว่าตนไปมีบุญคุณความแค้นกับพวกคุณนับตั้งแต่ไหร่ หงจินเล่าว่าเมื่อสองปีก่อนตนหลงรักชายคนหนึ่งแต่เขากลับทิ้งตนไปหาพี่สาว (ทั้งคู่ไม่ใช่สายเลือดเดียวกันแต่รักใคร่นับถือกันดุจพี่น้อง) หลานหลิงซึ่งเป็นคนรักของนี่เทียนได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจ ครั้นสองสาวเปิดฉากสมุทราะกันเรื่องชายที่ชื่อ "นี่เทียน" ตี๋เหรินเจี๋ยจึงแย้งว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับตน หลานหลิงชี้ว่านี่เทียนคือโจรที่ถูกวังจื่อเฟิงสั่งประหารเมื่อหนึ่งปีก่อน (ซึ่งเป็นตอนๆที่ตี๋เหรินเจี๋ยพึ่งมารับตำแหน่ง) ตี๋เหรินเจี๋ยได้ยินดังนั้นจึงเดาออกทันทีว่าพวกคุณเข้าใจผิดคิดว่าตนฆ่าวังจื่อเฟิง

พี่น้องสองสาวต่างยึดมั่นในบุญคุณความแค้น หงจินจึงมาฆ่าตี๋เหรินเจี๋ยหมายแก้แค้นให้วังจื่อเฟิงซึ่งเป็นผู้มีคุณของคุณ (วังจื่อเฟิงสั่งประหารชายที่ทรยศคุณ) ส่วนหลานหลิงเห็นตี๋เหรินเจี๋ยเป็นผู้มีคุณที่ช่วยกำจัดศัตรูอย่างวังจื่อเฟิง (ซึ่งสั่งประหารคนรักของคุณ) คุณจึงมาปกป้องเขา ตี๋เหรินเจี๋ยชี้ว่าตนไม่ได้ฆ่าวังจื่อเฟิง จากนั้นก็ชวนสองสาวไปพิสูจน์ความจริงที่หยาเหมินด้วยกัน

หลังอ่านหนังสือที่ตี๋เหรินเจี๋ยเขียน ใต้เท้าเหยียนซึ่งนั่งรอหน้าหยาเหมินก็รู้สึกทึ่งและชื่นชมจึงกล่าวกับจ้าวเป่าว่าตี๋เหรินเจี๋ยเป็นคนละเอียดรอบคอบ ช่างสังเกต และฉลาดเฉลียว ถือว่าเป็นบุญของต้าถังที่มีขุนนางเก่งๆ เช่นนี้ เมื่อเซียวเฉาเทียนมาถึงและได้ยินเข้าจึงแย้งว่าตี๋เหรินเจี๋ยเป็นฆาตกร ใต้เท้าเหยียนแย้งกลับว่ามีประชาชนนับร้อยมาร้องทุกข์กับตนว่าเซียวเฉาเทียนฆ่าวังจื่อเฟิงและครอบครัวแล้วป้ายความผิดให้ตี๋เหรินเจี๋ย ตนจึงต้องการสืบหาความจริงในเรื่องนี้ ที่สำคัญตนมีหนังสือที่ตี๋เหรินเจี๋ยเขียนจาระไนความผิดทั้งหมดของเซียวเฉาเทียนอยู่ในมือ หากสิ่งที่ตนได้เห็นได้อ่านเป็นเรื่องจริง ตนจะใช้กฏหมายจัดการขั้นเด็ดขาดในฐานะที่ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้เป็นผู้ตรวจตราการทำงานและความประพฤติของเหล่าขุนนาง

เรื่อง หัวหลุดแฟมิลี่ ภาคต่อ3

บางจังหวะ ดูเหมือนว่าหนังมีความพยายามพอสมควรที่จะทำให้ “คุณสังคม” เป็นตัวส่งสะท้อนถึง “สังคม” (หมายความว่า สังคมที่เราสังกัดโดยมีผู้คนอันหลากหลายรวมกันอยู่) ว่ามีส่วนสร้างผลกระทบทั้งด้านลบและด้านบวกต่อชีวิตของ “ปัจเจกบุคล” หรือ “ชีวิตส่วนตัว” ของคนอื่นๆ อย่างไรบ้าง แต่หนังก็แตะใจความสำคัญนี้แค่เพียงผ่านๆ ทำให้สารในส่วนนี้ไม่มีน้ำหนักเพียงพอที่จะกระทบความรู้สึกของคนดู หรือสร้างแรงสะเทือนใจได้อย่างที่ควรจะเป็น

เหนืออื่นใด ผมคิดว่า หนังเรื่องนี้มีต้นทุนดีพอสมควรในแง่ของชื่อเรื่องซึ่งมีคำว่า “แฟมิลี่” (Family) รวมอยู่ด้วย และน่าจะเป็นโอกาสให้หนังแสดงไอเดียเกี่ยวกับครอบครัวได้บ้าง แต่สิ่งที่น่าเสียดายก็คือ หนังกลับไม่ได้เอ๋ยถึงแง่มุมอะไรที่เป็นแฟมิลี่ๆ เลย โอเคว่า สมาชิก พ่อ แม่ ลูก มีครบตามอาการของแฟมิลี่ทั่วๆ ไป แต่อะไรล่ะที่หนังต้องการจะบอกผ่านครอบครัวนี้ ความรักหรือ? วามรู้ความเข้าใจหรือ? ความอบอุ่นหรือ? หรือปัญหา? ไม่มีเลยดังนั้น แม้ว่า “หัวหลุดแฟมิลี่” จะทำเก๋ด้วยการวางจุดหักมุมไว้เซอร์ไพรส์คนดูในตอนท้ายเรื่อง แต่ก็เป็นการหักมุมที่ไร้จุดหมาย (เหมือนนิยายเล่มละห้าบาทที่หลอกคนอ่านให้ลุ้นไปเรื่อยๆ ก่อนจะเฉลยในตอนจบว่า เออ เรื่องที่ผ่านมาทั้งหมดนั้น เค้าแค่ฝันไปนะ ตัวเอง!!) การหักมุมควรจะมีเป้าหมายของมัน ซึ่งในหนังเรื่องนี้ ผมลองคิดเล่นๆ เผื่อคุณโก๊ะตี๋จะสนใจว่า ถ้าหนังจะวางคาแรกเตอร์ของบราซิลให้เป็นเด็กไม่เอาไหน เกเรดื้อด้าน แล้วใช้สอยการหักมุมนั้นเป็นจุดเปลี่ยนให้เขาหันมามองตัวเองหรือครอบครัวด้วยสายตาแบบใหม่ ผมว่า เท่านี้ก็คงพอที่จะทำให้หนังมี “ข้อความสำคัญหลัก” ที่แข็งแรงขึ้นมาได้บ้างล่ะ และแน่ๆ มันจะทำให้ภาพของความเป็นหนังครอบครัวชัดเจนขึ้นด้วย โดยไม่จำเป็นต้องไปคิดสเกลเนื้อหาที่มันลึกซึ้งอะไรอย่างมาก

สรุปก็คือ “หัวหลุดแฟมิลี่” มีเรื่องราว (Story) ที่จะบอกเล่าอยู่จริง และหนังก็เล่าไปได้จนจบ (อย่างน้อยๆ ก็ดียิ่งกว่า “หนังตลกทำ” ยุคแรกๆ ส่วนใหญ่ ที่สักแม้กระนั้นเอามุกฮาๆ มาร้อยต่อกันโดยไร้ความเชื่อมโยงต่อเนื่องของเรื่องราว) อย่างไรก็ดี สิ่งที่ผลงานชิ้นนี้ของคุณโก๊ะตี๋ขาดไปก็คือ “หลักสำคัญหลัก” หรือ “แก่นเรื่อง” (Theme) ที่จะสื่อสาร ก็อย่างที่ผมบอกว่า หนังเรื่องนี้สามารถเข้าไปแตะใจความสำคัญเกี่ยวกับครอบครัวได้ แต่หนังก็ไม่ทำ ดังนั้น การหัวหลุดของคนในครอบครัวบราซิล จึงเป็นอะไรไม่ได้มากไปกว่าการ “หัวหลุด” เพื่อให้เรียกเสียง “หัวเราะ” แต่ไม่ได้นำไปสู่การเรียนรู้อะไรเลย (อย่าบอกนะครับว่า ฉากที่บราซิลและพ่อแม่ของเขาร้องห่มร้องไห้ในตอนใกล้ๆ จบนั้นสื่อสะท้อนถึงความรักความผูกพันของคนในครอบครัว เพราะฉากนั้นน่ะ ดูยังไง ผมว่า มันก็น่า “อเนจอนาถ” และ…“สยึ๋มกึ๋ยส์” มากกว่า)

อีกส่วนหนึ่งซึ่งจำเป็นต้องกล่าวถึงก็คือ การแสดงของดาราหลายๆ คนที่โอเว่อร์แอ็กติ้งจนทำลายความสมจริงไปอย่างไม่น่าจะเป็น เช่น เลขาฯ ของคุณดิ่ง ตอนที่คุณทำท่าวี้ดว้ายนั้น ดูยังไงก็ไม่น่าจะใช่วิสัยที่คนปกติทั่วๆ ไปเขาทำกัน ซึ่งจุดนี้ จะโทษดาราไม่ได้เด็ดขาด เพราะมันขึ้นอยู่กับ “สายตา” ของคนกำกับว่าจะปล่อยมากน้อยขนาดไหน

และสุดท้าย ถ้าหากตลกรุ่นใหญ่อย่างโน้ต เชิญยิ้ม เคยล้มไม่เป็นท่ามาแล้วกับ “คนปีมะ” ก่อนจะพยุงกายลุกขึ้นมาใหม่ได้สำเร็จกับ “หลวงพี่เท่ง” ผมคิดว่ามันก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร หากโก๊ะตี๋อาจจำเป็นต้องทำใจยอมรับกับผลลัพธ์ที่จะตามมาจาก “หัวหลุดแฟมิลี่”

Tau – “จักรกลกับนางโจร” (2018)

ในโลกอนาคตข้างหน้า จูเลีย (ไมก้า มอนโรว์) โสเภณีและนักล้วงกระเป๋า จู่ๆ คุณถูกชายลึกลับจับมาขังไว้ที่ห้องใต้ดินในสถานที่แห่งหนึ่ง คุณสัมผัสได้ว่าที่ต้นคอของคุณถูกฝังเครื่องมือบางสิ่งเอาไว้ ณ ที่นี่เองคุณได้พบกับมนุษย์คนอื่นๆ ที่ถูกจับมากักขังไว้เช่นเดียวกัน
จูเลียพยายามหาช่วงหาเวลาที่ชายลึกลับออกจากบ้านไป และพยายามหาทางหนีจากห้องขัง ระหว่างที่คุณจุดระเบิดท่อก๊าซในห้องขังสำเร็จ คุณและอีกสองคนพยายามหาทางออกจากบ้านทางประตู แต่แล้วSystemรักษาความปลอดภัยสุดไฮเทคซึ่งเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นและกำจัดมนุษย์อีก 2 คนจนเสียชีวิต

โชคดีที่ชายลึกลับเดินทางกลับมาที่บ้านพอดิบพอดี จูเลียจึงรอดชีวิตและเมื่อปัญญาประดิษฐ์ที่ชื่อว่า ทาว (TAU) ถูกสั่งห้ามรังควานคุณ จากเจ้านายของมันอย่าง อเล็กซ์ (เอ็ด สไคน์) จูเลียถูกจับเอาไว้เป็นเชลย คุณเริ่มพบว่าตัวของคุณเองนั้นถูกจับมาเพื่อให้เป็นตัวลองสำหรับโครงงานบางสิ่งของอเล็กซ์ ซึ่งเขาจำเป็นจะต้องทำงานดังที่กล่าวมาข้างต้นให้สำเร็จภายใน 10 วัน และนั่นหมายความว่าสิ่งที่เขาต้องการอาจจะหมายคืออะไรบางอย่างในหัวของจูเลียด้วยเช่นกัน

จากจุดนี้มีการเปิดเผยเนื้อหาสำคัญของเรื่องราว

ภายหลังที่เราถูกทำให้เข้าใจว่า TAU น่าจะเป็นหนังแนวเกมแมวไล่จับหนู ระหว่างปัญญาประดิษฐ์และเหยื่อ แต่เรากลับศึกษาค้นพบว่าเมื่อหนังดำเนินไปสักระยะแล้ว มันก็เริ่มผันตัวเป็นหนังดราม่าแบบใน Beauty and the Beast เมื่อผู้หญิงอย่างจูเลียพยายามพูดคุยและสนทนาต่อรองกับ ทาว ในแบบ “เพื่อให้น” มากกว่าในรูปแบบเจ้านายและคนรับใช้ในแบบที่อเล็กซ์ทำกับทาวมาโดยตลอด

ทาวจึงเริ่มเรียนรู้อะไรอะไรบางอย่างจากจูเลีย มันเริ่มทำวามรู้ความเข้าใจความหมายของคำว่า “คน” รวมไปถึงเริ่มตั้งคำถามถึงสิ่งที่มันไม่เคยรับรู้ เช่น ภายนอกบ้านมีอะไร โลกภายนอกเป็นเช่นไร มนุษย์เกิดขึ้นมาได้ยังไง และตัวมันเองนั้นเป็นคนหรือว่าเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทไหนกันแน่

เมื่อหนังดำเนินไปถึงช่วงหนึ่งคนดูจะเริ่มเดาทางได้ทันทีว่า โอกาสที่หนังเรื่องนี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด ซึ่งน่าเสียดายตรงที่ว่าจุดพลิกผันของ TAU นั้นทำออกมาได้น่าตลกมากกว่าจะน่าเชื่อถือ ตรงที่ว่าถ้าหากอเล็กซ์สามารถสร้างบ้านสุดไฮเทค เป็นถึงซีอีโอเจ้าของเอไออันแสนล้ำยุค ทำไมเขาถึงออกแบบSystemรักษาความปลอดภัยได้หละหลวมตั้งแต่ต้นเรื่องยันไคลแมกซ์ของหนัง
ทั้งยังหนังก็ดำเนินเรื่องวนเวียนอยู่ภายในห้องแค่ไม่กี่ห้อง อาทิห้องโถง ห้องทานอาหาร และห้องสมุด จนเรานึกว่ากำลังนั่งดูละครเวทีอยู่ ถึงโปรดักชั่นจะออกแบบมาให้ดูไฮเทคขนาดไหน แต่เราก็อดเปรียบเทียบไม่ได้ว่างานออกแบบบ้านในเรื่องนี้ดูปลอมๆ เป็นกล่องๆ มากกว่าจะเป็นบ้านในโลกอนาคต

น่าเสียดายที่หนังพยายามจะเชิดยกเรื่องอิสรภาพของมนุษย์และเอไอ แต่ตอนท้ายแล้วความพยายามในหนังเรื่องนี้ก็สูญเปล่า เพราะบทที่ไม่ไปไหนและการกำกับที่ดูไม่ค่อยมีจังหวะในการสร้างความสนุกตื่นเต้นให้กับคนดูได้เท่าที่มันควรจะเป็น จนบางทีเราก็แอบอยากให้หนังปิดฉากด้วยการที่บ้านทั้งหลังถล่ม มนุษย์ตายหมดเหลือแค่เพียงเอไอเท่านั้นที่รอดออกมาจากบ้านแต่เพียงคนเดียว แต่เราก็ทำได้แค่คิดไปข้างเดียว เมื่อหนังเลือกจะจบในอีกรูปแบบหนึ่ง